Tao Bin (เต่าบิน) ยกคาเฟ่มาไว้ในตู้ กลยุทธ์ Blue Ocean ในตลาดเครื่องดื่ม
เต่าบิน(Tao Bin) ไม่ใช่แค่ตู้กดกาแฟหยอดเหรียญธรรมดาที่เราคุ้นเคย(ที่มักจะกินเงินและได้กาแฟรสชาติจืดชืด) แต่มันคือRobotic Baristaที่กำลังสร้าปรากฏการณ์ใหม่ในตลาดเครื่องดื่มเมืองไทย จากบริษัทเทคโนโลยีอย่าง Forth Corporation (เจ้าของเดียวกับตู้บุญเติม) ข้ามมาสู่วงการเครื่องดื่มและสร้างยอดขายถล่มทลายวันละหลายแสนแก้ว พวกเขาทำได้อย่างไร? บทความนี้จะพาไปถอดรหัสกลยุทธ์ Blue Ocean ที่เต่าบินใช้เจาะตลาดที่ดูเหมือนจะตัน ให้กลับมาคึกคักอีกครั้งค่ะ เจาะปัญหา Red Ocean ตลาดกาแฟเดิมมีช่องโหว่ตรงไหน? ก่อนเต่าบินจะมา ตลาดเครื่องดื่มในไทยแบ่งออกเป็น 2 ขั้วชัดเจน เหมือนทะเลสีเลือด (Red Ocean) ที่แข่งขันกันดุเดือด ขั้ว Café (Starbucks, Cafe Amazon) เน้นรสชาติดี บรรยากาศดี มีบาริสต้าชงสด แต่แลกมาด้วยราคาที่สูง(50-150 บาท) และต้องรอคิวนานในชั่วโมงเร่งด่วน ขั้ว Vending Machine / Instant Coffee เน้นราคาถูก (10-15 บาท) สะดวก รวดเร็ว แต่แลกมาด้วยรสชาติที่ไม่ได้มาตรฐานและเมนูที่มีจำกัด (ส่วนใหญ่เป็นกาแฟผง) ช่องโหว่ (Gap) ยังไม่มีใครที่ทำกาแฟรสชาติระดับคาเฟ่ในราคาที่เข้าถึงง่ายและหาทานได้ตลอด 24 ชม.นี่คือจุดที่เต่าบินมองเห็นและกระโดดลงไป Tao Bin’s Blue Ocean Strategy สร้างน่านน้ำใหม่ที่ไร้คู่แข่ง เต่าบินไม่ได้ลงมาแข่งกับตู้กดน้ำ และไม่ได้แข่งกับร้านกาแฟโดยตรง แต่พวกเขาสร้าง Category ใหม่ที่เรียกว่าSmart Robotic Baristaด้วยกลยุทธ์หลักดังนี้ 1. Value Innovation (นวัตกรรมเชิงคุณค่า) เต่าบินทำลายกฎเหล็กที่ว่าของถูกมักจะรสชาติแย่ ด้วยการใช้เทคโนโลยี ใช้เมล็ดกาแฟคั่วสด (Fresh Brew) มีเครื่องบดในตัว ไม่ใช่กาแฟผงสำเร็จรูป คุณภาพวัตถุดิบ ใช้นมสดแท้, ชาเขียวเกรดพรีเมียม, และโซดาที่ซ่าสะใจ ความแม่นยำ 100% แขนกลภายในตู้ทำงานตามสูตรเป๊ะๆ ทุกแก้ว ตัดปัญหาHuman Errorที่บาริสต้าแต่ละคนชงรสชาติไม่เหมือนกัน 2. Extreme Customization (ตามใจปากคนไทย) จุดแข็งที่สุดของเต่าบินคือความเข้าใจพฤติกรรมคนไทยที่ชอบเลือกเอง…
