Fujifilm vs Kodak ทำไมฟูจิรอดตาย? การ Pivot ธุรกิจฟิล์มสู่ธุรกิจเครื่องสำอาง
การถ่ายรูปต้องใช้ม้วนฟิล์ม มีสองยักษ์ใหญ่ที่ครองตลาดแบบผูกขาด คือ Kodak (สีเหลือง) จากฝั่งอเมริกา และ Fujifilm (สีเขียว) จากฝั่งญี่ปุ่น ทั้งคู่เป็นคู่แข่งที่สูสี กินส่วนแบ่งตลาดรวมกันเกือบทั้งโลก แต่เมื่อเปลี่ยนผ่านเข้าสู่Digital Disruption ที่กล้องดิจิทัลเข้ามาแทนที่ฟิล์ม บทสรุปของทั้งสองบริษัทกลับต่างกันอย่างสิ้นเชิง Kodak ล้มละลายและหายไปจากความทรงจำ แต่ Fujifilm กลับเติบโตอย่างแข็งแกร่งและกลายเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมที่ไม่มีใครคาดคิด บทความนี้จะพาคุณไปถอดรหัสกลยุทธ์ The Great Pivot ที่โลกธุรกิจต้องจารึกไว้ค่ะ วิกฤตการณ์เดียวกัน แต่การตัดสินใจต่างกัน ช่วงปี 2000 ตลาดฟิล์มถ่ายรูปเริ่มดิ่งลงเหว ยอดขายตกลงปีละ 20-30% เพราะคนหันไปใช้กล้องดิจิทัล Kodak เลือกที่จะปฏิเสธความจริง (Denial) พวกเขาจะเป็นคนคิดค้นกล้องดิจิทัลตัวแรกของโลกได้ตั้งแต่ปี 1975 แต่ผู้บริหารกลับสั่งเก็บเข้ากรุ เพราะกลัวว่ามันจะมา ฆ่าธุรกิจขายฟิล์มที่เป็น Cash Cow หลัก Fujifilm เลือกที่จะยอมรับและปรับตัว ซีอีโอในขณะนั้น Shigetaka Komori มองเห็นลางร้ายตั้งแต่เนิ่นๆ และประกาศแผน Second Foundation หรือการก่อตั้งบริษัทครั้งที่ 2 โดยตั้งคำถามสำคัญว่า เทคโนโลยีที่เรามีอยู่ เอาไปทำอะไรอย่างอื่นได้อีกบ้าง? จากฟิล์ม สู่ครีมลดริ้วรอย (The Scientific Link) หลายคนอาจคิดว่า Fujifilm แค่สุ่มไปทำธุรกิจใหม่ แต่จริงๆ แล้วการกระโดดจากฟิล์มไปสู่เครื่องสำอางแบรนด์ Astalift นั้น มีรากฐานมาจากความเชี่ยวชาญทางเคมี(Core Competency) ที่ลึกซึ้งถึง 3 เรื่องค่ะ 1. Collagen (คอลลาเจน) คุณรู้ไหมว่าส่วนประกอบหลักของฟิล์มถ่ายรูปคือคอลลาเจน (เจลาติน)? Fujifilm วิจัยเรื่องคอลลาเจนมานานกว่า 70 ปี เพื่อทำให้เนื้อฟิล์มเนียนเรียบและคงทน ซึ่งเป็นความรู้ชุดเดียวกับคอลลาเจนในผิวหนังมนุษย์พวกเขาจึงรู้ดีที่สุดว่าจะรักษาคอลลาเจนให้เด้งดึ๋งได้อย่างไร 2. Anti-oxidation (การต้านอนุมูลอิสระ) รูปถ่ายคือแสงแดดและอากาศที่ทำให้สีซีดจาง (Oxidation) Fujifilm มีเทคโนโลยีป้องกันการเกิดออกซิเดชันที่ล้ำหน้ามาก เพื่อรักษารูปให้สีสดใสนานหลายสิบปี ซึ่งเทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้ในครีมทาหน้า…
