Marvel จากบริษัทขายการ์ตูนที่ถังแตก สู่จักรวาลหนังหมื่นล้าน
ทุกวันนี้ เมื่อเราเห็นโลโก้สีแดงขาวของ Marvel บนจอภาพยนตร์ เรารู้ทันทีว่านี่คือสัญลักษณ์ของความสำเร็จระดับ Blockbuster ที่ทำรายได้ถล่มทลาย แต่ย้อนกลับก่อนหน้านี้ Marvel ไม่ใช่ยักษ์ใหญ่ที่ใครเกรงขาม แต่เป็นเพียงบริษัทขายหนังสือการ์ตูนที่กำลังจะเจ๊ง ในปี 1996 Marvel ถึงขั้นยื่นขอล้มละลาย (Chapter 11 Bankruptcy) หุ้นตกต่ำจนแทบไม่มีค่า และต้องขายลิขสิทธิ์ตัวละครกินเลี้ยงเพื่อประทังชีวิต อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้บริษัทที่มีหนี้ท่วมหัว กลายมาเป็นจักรวาลภาพยนตร์ที่ทำเงินสูงสุดในประวัติศาสตร์โลก? บทความนี้ พี่แว่น จะพาคุณไปถอดบทเรียนธุรกิจจากThe Marvel Turnaround ค่ะ ยุคมืด 90s เมื่อฮีโร่ช่วยบริษัทตัวเองไม่ได้ ช่วงปี 1993-1996 ตลาดหนังสือการ์ตูนในอเมริกาเกิดภาวะฟองสบู่แตก (Comic Book Crash) ยอดขายของ Marvel ดิ่งลงเหว ประกอบกับการบริหารที่ผิดพลาดของผู้บริหารชุดเก่าที่เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ ทำให้บริษัทแบกรับหนี้สินมากเพื่อความอยู่รอด Marvel จำใจต้องทำในสิ่งที่เจ็บปวดที่สุด คือการขายลูกรักกินพวกเขาเทขายลิขสิทธิ์การทำภาพยนตร์ของตัวละครระดับ A-List (ตัวท็อป) ออกไปให้ค่ายหนังต่างๆ ในราคาที่ถูกเหลือเชื่อ X-Men และ Fantastic Four ขายให้ 20th Century Fox Spider-Man (ตัวที่ดังที่สุด) ขายให้ Sony Pictures Hulk ขายให้ Universal Pictures แม้หนังเหล่านี้จะทำเงินได้มหาศาลในเวลาต่อมา แต่ Marvel กลับได้รับส่วนแบ่งค่าลิขสิทธิ์เพียงน้อยนิด (เช่น Blade ทำเงิน 130 ล้านเหรียญ แต่ Marvel ได้ส่วนแบ่งเพียง 25,000 เหรียญ) สถานการณ์นี้ทำให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ตระหนักว่า “ถ้าเราไม่สร้างหนังเอง เราก็จะเป็นแค่คนรับเศษเงินตลอดไป” เดิมพันหมดหน้าตัก (The High Stakes Gamble) ในปี 2005 ภายใต้การนำของ David Maisel และ Kevin Feige…
