Starbucks ขายกาแฟยังไงให้กลายเป็นบ้านหลังที่ 3 ของคนทั้งโลก
แก้วละ 150 บาท แพงไหมคะ? ถ้ามองว่ามันคือกาแฟดำใส่นมและน้ำแข็ง คำตอบคือแพงมาก แต่ทำไมคนทั่วโลกถึงยอมจ่าย? แถมยังยอมนั่งแช่ทำงาน ประชุม หรืออ่านหนังสือกันเป็นชั่วโมงๆ โดยที่พนักงานไม่เคยเดินมาไล่? Starbucks ไม่ได้ขายแค่กาแฟ (Coffee) แต่พวกเขากำลังขายประสบการณ์(Experience) Howard Schultz ซีอีโอผู้ปั้นแบรนด์นี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมร้านกาแฟในอิตาลี ที่ผู้คนไม่ได้แค่มาซื้อกาแฟแล้วจากไป แต่มาพบปะพูดคุย สังสรรค์ เขาจึงนำแนวคิดนี้มาสร้างเป็นโมเดลธุรกิจที่เรียกว่าThe Third Place หรือ บ้านหลังที่ 3 ไม่ใช่บ้าน (First Place) ไม่ใช่ที่ทำงาน (Second Place) แต่เป็นที่ที่คุณจะรู้สึกผ่อนคลายและเป็นตัวของตัวเองได้มากที่สุด และนี่คือเบื้องหลังกลยุทธ์ที่ทำให้ Starbucks ครองโลกค่ะ Sensory Marketing การตลาดที่เล่นกับประสาทสัมผัส คุณเคยสังเกตไหมว่า ทุกครั้งที่เดินเข้า Starbucks ไม่ว่าจะสาขาไหนในโลก คุณจะรู้สึกเหมือนเดิม เสมอ? นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการออกแบบที่ผ่านการคิดมาอย่างละเอียดผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ค่ะ กลิ่น (Smell) กลิ่นกาแฟคั่วบดต้องหอมฟุ้งแตะจมูกทันทีที่เปิดประตู Starbucks ห้ามพนักงานใช้น้ำหอมกลิ่นฉุน และห้ามนำอาหารที่มีกลิ่นแรง (เช่น แซนด์วิชไส้หัวหอม) มาขายเด็ดขาด เพื่อไม่ให้กลบกลิ่นกาแฟ เสียง (Sound) เพลงในร้าน Starbucks ไม่ใช่เปิดอะไรก็ได้ แต่มีการคัดสรร (Curated Playlist) มาจากสำนักงานใหญ่ เพื่อให้จังหวะดนตรีช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย ไม่ช้าจนง่วง และไม่เร็วจนอึดอัด แสงและสี (Sight) การใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้ แสงไฟสีส้มสลัว (Warm Light) และโต๊ะกลม (เพื่อไม่ให้ลูกค้ารู้สึกโดดเดี่ยวแม้มาคนเดียว) ทุกอย่างถูกจัดวางเพื่อให้ลูกค้ารู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่ห้องนั่งเล่นที่บ้าน Hyper-Personalization ชื่อของคุณคือคนสำคัญ กิมมิคที่ทรงพลังที่สุดของ Starbucks คือการเขียนชื่อลูกค้าลงบนแก้ว ในมุมมองการจัดการ นี่อาจดูเสียเวลา แต่ในมุมจิตวิทยา นี่คือการสร้าง Emotional Connection ขั้นสูง เมื่อบาริสต้าตะโกนเรียกชื่อคุณ (แทนที่จะเรียกคิวที่…
