ซึ่งผลการประเมินเหล่านี้ จะถูกนำไปใช้ปรับปรุงอัลกอริทึมหลักของ Google อีกที เพื่อให้มั่นใจว่าระบบอัตโนมัติจะเลือกเว็บที่ดีที่สุดมาแสดงผล
E-E-A-T ประกอบด้วย 4 เสาหลัก
Experience (ประสบการณ์)
ตัว E ตัวแรกนี้เพิ่งถูกเพิ่มเข้ามาล่าสุด (เมื่อก่อนมีแค่ E-A-T) เพื่อตอบโจทย์ยุคที่ข้อมูลท่วมท้น Google ต้องการรู้ว่า “ผู้เขียนคนนี้เคยสัมผัสเรื่องนี้ด้วยตัวเองจริงๆ หรือเปล่า?”
อย่าใช้ชื่อ “Admin” ในการโพสต์บทความเด็ดขาด! ให้ใช้ชื่อ-นามสกุลจริง ใส่รูปโปรไฟล์ และเขียนบรรยายสั้นๆ ว่าคนนี้เชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ในเรื่องที่เขียนอย่างไร (ถ้ามีลิงก์ไป LinkedIn หรือ Social Media ส่วนตัวด้วยจะดีมาก)
3. โชว์หลักฐานความสำเร็จ
ถ้าคุณบอกว่าเก่งเรื่องการตลาด อย่าพูดลอยๆ แต่จงโชว์ Case Study ว่าคุณช่วยลูกค้าเพิ่มยอดขายได้อย่างไร มีรีวิวจากลูกค้าตัวจริง (Testimonials) หรือโลโก้ลูกค้าที่คุณเคยร่วมงานด้วย
E-E-A-T ไม่ได้อยู่แค่ในเว็บเราค่ะ Google จะแอบไปดูรีวิวของคุณใน Google Maps, Pantip หรือ Facebook ด้วย ถ้าข้างนอกมีแต่คนด่า ต่อให้เว็บสวยแค่ไหน E-E-A-T ก็ตกได้ ดังนั้น ต้องดูแลลูกค้าให้ดี และหมั่นตอบคอมเมนต์ทั้งดีและร้ายอย่างมืออาชีพ
การทำ E-E-A-T ไม่ใช่การทำเพื่อเอาใจ Google Bot แต่คือการทำเพื่อเอาใจ “คนอ่าน” ที่เข้ามาใช้งานเว็บไซต์ของคุณค่ะ
เมื่อคุณสร้างเว็บไซต์ที่มีความโปร่งใส รู้ลึกรู้จริง และมอบประสบการณ์ที่จริงใจให้กับผู้อ่าน… Google ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่รักเว็บไซต์ของคุณ ในยุคที่ AI กำลังครองเมือง “ความเป็นมนุษย์ที่น่าเชื่อถือ” ทำให้คุณยืนหนึ่งในวงการได้
เฟรม ผู้ชื่นชอบศาสตร์การทำการตลาดและการพัฒนาด้านธุรกิจ เป็น Digital Marketing ด้านการทำ SEO ให้กับธุรกิจตั้งแต่ ON-PAGE และ OFF-PAGE คลั่งการทำงานที่มีกลยุทธ์ และชอบการนำ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
ตั้งแต่ ChatGPT และเหล่า AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน งานเขียนบทความที่เคยต้องใช้เวลาเป็นวันก็เสร็จได้ในไม่กี่นาที แต่ท่ามกลางความสะดวกสบายนี้ คนทำเว็บและนักการตลาดหลายคนเริ่มเกิดความกังวลใจว่า การใช้ AI เขียนบทความถือเป็นการโกงไหม แล้ว Google จะจับได้หรือเปล่า ถ้าโดนจับได้เว็บจะปลิวหรืออันดับร่วงกรูดหรือไม่ วันนี้พี่แว่นจะพาไปกางกฎเหล็กและทำความเข้าใจมุมมองของ Google ที่มีต่อ AI Content แบบเจาะลึก เพื่อให้คุณสามารถใช้เครื่องมือทุ่นแรงนี้ได้อย่างชาญฉลาด และยังคงรักษาอันดับ SEO ไว้ได้อย่างเหนียวแน่นครับ Google ไม่ได้เกลียด AI แต่เกลียด Spam ความเข้าใจผิดอันดับหนึ่งที่ต้องรีบแก้ข่าวคือ Google ไม่ได้แบนเนื้อหาที่สร้างโดย AI ครับ Google เคยออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนผ่านบล็อก Google Search Central ว่า “เราให้ความสำคัญกับคุณภาพของเนื้อหา มากกว่าวิธีการที่เนื้อหานั้นถูกสร้างขึ้น” นั่นหมายความว่า Google ไม่สนว่าคนเขียนจะเป็นมนุษย์ หรือเป็นหุ่นยนต์ ตราบใดที่บทความนั้นมีประโยชน์ ถูกต้อง และตอบโจทย์คนที่เข้ามาอ่านได้จริงๆ แต่สิ่งที่ Google ประกาศสงครามด้วยอย่างจริงจังคือ Spammy
การทำ SEO ในมุมมองของคนทำเว็บส่วนใหญ่ คือการมุ่งเน้นผลิตบทความคุณภาพจากฝั่งผู้ดูแลเว็บไซต์หรือนักเขียน แต่ในความเป็นจริง เว็บไซต์ระดับโลกอย่าง Amazon หรือเว็บไซต์ยอดนิยมในไทยอย่าง Pantip กลับครองหน้าแรกของ Google ในคีย์เวิร์ดมหาศาลโดยที่เจ้าของเว็บแทบไม่ต้องผลิตเนื้อหาเองทั้งหมด กุญแจสำคัญของปรากฏการณ์นี้คือ User Generated Content หรือ UGC ซึ่งหมายถึงเนื้อหาที่ถูกสร้างขึ้นจากผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการรีวิวสินค้า การตั้งกระทู้ถามตอบ หรือคอมเมนต์แลกเปลี่ยนความคิดเห็น สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ส่วนประกอบเสริมของเว็บไซต์ แต่มันคือเชื้อเพลิงชั้นดีที่ช่วยดันอันดับ SEO ได้อย่างมีนัยสำคัญ วันนี้พี่แว่นจะพาไปเจาะลึกกลไกการทำงานของ UGC ว่ามันส่งผลต่ออัลกอริทึมของ Google อย่างไร และทำไมมันถึงเป็นกลยุทธ์ที่ทรงพลังที่สุดในการสร้าง Traffic แบบยั่งยืน กลไกการทำงานของ UGC กับอัลกอริทึม Google Google มีเป้าหมายหลักในการนำเสนอข้อมูลที่สดใหม่ เกี่ยวข้อง และน่าเชื่อถือที่สุดให้กับผู้ค้นหา ซึ่ง UGC เข้ามาตอบโจทย์ตรงนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบผ่านกลไก 3 ประการ 1. การขยายฐาน Long-tail Keywords โดยธรรมชาติ ปกติเวลาเราเข