Creative สำคัญกว่า Audience จริงไหม ในยุคที่ Facebook ใช้ AI เป็นหลัก

Creative สำคัญกว่า Audience จริงไหม ในยุคที่ Facebook ใช้ AI เป็นหลัก

ในอดีต สูตรสำเร็จของการยิงโฆษณา Facebook คือการหากลุ่มเป้าหมายที่ใช่ เรามักใช้เวลาเป็นวันๆ ไปกับการเซต Interest, Age, Gender หรือทำ Lookalike Audience เพื่อให้แอดของเราไปโผล่ให้ตรงคนที่สุด แต่พอมาถึงยุคปัจจุบันที่ Meta พัฒนา AI ไปไกลมาก จนเกิดคำถามใหญ่ขึ้นมาว่าหรือจริงๆ แล้ว การตั้งกลุ่มเป้าหมายจะไม่สำคัญเท่ากับตัวชิ้นงานโฆษณาแล้ว

วันนี้จะพาคุณมาหาคำตอบกันชัดๆ ว่าที่ AI แบบนี้ เราควรเทน้ำหนักไปที่ตรงไหนกันแน่เราควรเทน้ำหนักไปที่ การทำคอนเทนต์ ให้มากที่สุดค่ะ เลิกกังวลกับการเซตค่าหลังบ้านที่ซับซ้อน แล้วเอาเวลามาทุ่มเทกับการสร้างสรรค์งานที่ทำให้ลูกค้าหยุดดูจะคุ้มค่ากว่าค่ะ

เมื่อ AI รู้จักลูกค้าดีกว่าตัวเรา

เมื่อ AI รู้จักลูกค้าดีกว่าตัวเรา

ก่อนจะฟันธง เราต้องเข้าใจก่อนว่าอัลกอริทึมของ Facebook เปลี่ยนไปแล้วค่ะ เมื่อก่อนระบบต้องการให้เราป้อนข้อมูลว่าลูกค้าคือใคร แต่เดี๋ยวนี้ระบบฉลาดพอที่จะเรียนรู้เอง ระบบโฆษณาแบบใหม่ถูกออกแบบมาให้ทำงานแบบ Machine Learning คือมันจะเรียนรู้จากพฤติกรรมคนในแพลตฟอร์มว่าใครหยุดดูภาพแบบไหน ใครชอบกดลิงก์วิดีโอแนวไหน ซึ่ง AI ตัวนี้ประมวลผลข้อมูลได้แม่นยำกว่าการที่เราไปนั่งเดา Interest เองเสียอีกค่ะ ประโยคที่ว่าชิ้นงานโฆษณา คือเครื่องมือคัดกรองกลุ่มเป้าหมายจึงเป็นเรื่องจริงที่สุดในตอนนี้ค่ะ

ทำไม Creative ถึงกลายเป็นตัวกำหนดกลุ่มเป้าหมาย

ทำไม Creative ถึงกลายเป็นตัวกำหนดกลุ่มเป้าหมาย?

ลองจินตนาการดูนะคะ ถ้าเราเลือกยิงแอดแบบ Broad หว่านกว้างๆ ไม่กำหนด Interest แล้วปล่อยโฆษณาออกไป 2 ตัว

ตัวที่ 1 เป็นรูปแมวน่ารัก พร้อมแคปชั่นเกี่ยวกับทาสแมว

ตัวที่ 2 เป็นรูปกราฟหุ้น พร้อมแคปชั่นเรื่องการลงทุน

AI ของ Facebook จะทำหน้าที่สแกนภาพและข้อความในโฆษณาของเรา แล้วนำส่งไปหาคนที่น่าจะสนใจเรื่องนั้นๆ โดยอัตโนมัติค่ะ

  • โฆษณาแมว จะวิ่งไปหาคนรักสัตว์
  • โฆษณาหุ้น จะวิ่งไปหานักลงทุน

เห็นไหมคะว่าตัวคอนเทนต์เองทำหน้าที่คัดกรองคนโดยที่เราแทบไม่ต้องไปตั้งค่าอะไรหลังบ้านเลย ยิ่ง Creative ของเราสื่อสารชัดเจนเท่าไหร่ AI ก็ยิ่งส่งหาลูกค้าได้แม่นยำเท่านั้นค่ะ

3 เหตุผลที่ยุคนี้ต้องโฟกัส Creative มากกว่า Audience

3 เหตุผลที่ยุคนี้ต้องโฟกัส Creative มากกว่า Audience


1. Creative ช่วยตรึงความสนใจ 

ในหน้าฟีดที่มีข้อมูลมากขึ้น คนเราใช้นิ้วโป้งเลื่อนผ่านคอนเทนต์ด้วยความเร็วสูงมาก สิ่งเดียวที่จะหยุดนิ้วโป้งลูกค้าได้ไม่ใช่การเซตกลุ่มเป้าหมายหลังบ้าน แต่คือ รูปภาพที่สะดุดตา หรือ วิดีโอ 3 วินาทีแรกที่โดนใจ ถ้า Creative ไม่น่าสนใจ ต่อให้ยิงแม่นแค่ไหน ลูกค้าก็เลื่อนผ่านอยู่ดีค่ะ


2. ยืดอายุโฆษณา

ปัญหาที่เจอบ่อยคือ แอดนางฟ้าวันหนึ่งจู่ๆ ก็แพงขึ้นและขายไม่ได้ นั่นเพราะกลุ่มเป้าหมายเดิมเขาเห็นซ้ำจนเบื่อแล้วค่ะ ทางแก้ในยุคนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมาย แต่คือการผลิต Creative ใหม่ๆในมุมมองใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นความสนใจเดิมหรือดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่เข้ามาค่ะ


3. AI ชอบ Creative ที่หลากหลาย

ระบบของ Facebook ชอบให้เรามี Creative หลายรูปแบบในหนึ่งแคมเปญ เช่น ภาพนิ่ง, วิดีโอสั้น, Carousel เพราะ AI จะสลับสับเปลี่ยนนำเสนอให้เหมาะกับจริตของลูกค้าแต่ละคน บางคนชอบดูวิดีโอ บางคนชอบอ่านรูปภาพ การมี Creative ที่ดีและหลากหลายจึงช่วยลดต้นทุนโฆษณาได้ดีกว่าการไปบีบกลุ่มเป้าหมายให้แคบค่ะ

Audience ไม่สำคัญแล้วเหรอ

Audience ไม่สำคัญแล้วเหรอ?

ยังสำคัญ แต่บทบาทเปลี่ยนไปค่ะ การกำหนด Audience แบบละเอียดมากๆ เริ่มมีความสำคัญลดลง และอาจทำให้ค่าแอดแพงขึ้นโดยไม่จำเป็น เพราะไปจำกัดการเรียนรู้ของ AI  เทรนด์ตอนนี้คือการกำหนดกลุ่มเป้าหมายแบบกว้างขึ้น คือกำหนดแค่ เพศ, อายุ, และทำเลที่ตั้ง แล้วปล่อยให้ AI ทำหน้าที่หาลูกค้าตัวจริงเอง วิธีนี้จะช่วยให้ระบบวิ่งหาลูกค้าได้อิสระและได้ต้นทุนที่ถูกกว่าในระยะยาวค่ะ

ต้องปรับตัวอย่างไร?

ถ้าถามว่า Creative สำคัญกว่า Audience จริงไหม คำตอบคือจริงค่ะ โดยเฉพาะในแง่ของการจัดลำดับความสำคัญและการลงแรง นักการตลาดควรปรับตัวด้วยการแบ่งเวลา 80% ไปทุ่มเทกับการคิดค้น Strategy และ Creative โดยต้องตีโจทย์ให้แตกว่าจะทำภาพอย่างไรให้คนหยุดดู เขียนพาดหัวอย่างไรให้แทงใจดำ หรือจะเล่าเรื่องรูปแบบไหนให้คนอยากซื้อ แล้วใช้เวลาที่เหลืออีกเพียง 20% ไปกับการดู Data และบริหารงบประมาณ ส่วนหน้าที่การเฟ้นหาลูกค้าตัวจริงนั้น ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ AI และ Creative ของคุณทำงานแทนเถอะค่ะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *


ติดต่อ "แว่นTalk"