28. Bid Strategy เลือกแบบไหนให้คุ้ม ไม่ชนะคลิกแต่แพ้กำไร

Bid Strategy เลือกแบบไหนให้คุ้ม ไม่ชนะคลิกแต่แพ้กำไร

จุดปราบเซียนอีก 1 อย่างของการทำ Google Ads คือการเลือก Bid Strategy หรือ กลยุทธ์การเสนอราคา ค่ะ หลายคนเข้าใจผิดว่า เป้าหมายของการประมูลโฆษณาคือการเอาชนะคู่แข่งเพื่อให้อยู่อันดับ 1 เสมอ แต่ในโลกธุรกิจจริงๆ การชนะประมูลด้วยราคาที่แพงเกินไป จนกำไรต่อชิ้นไม่เหลือหรือเข้าเนื้อนั้น เรียกว่า ชนะศึกแต่แพ้สงคราม

วันนี้จะมากางตำรา Bid Strategy แบบเข้าใจง่าย เพื่อให้คุณเลือกใช้ได้เหมาะกับเป้าหมายธุรกิจ เน้นความคุ้มค่า และรักษาผลกำไรไว้ให้ได้มากที่สุดค่ะ

เข้าใจก่อนว่า AI ของ Google คิดเงินอย่างไร

เข้าใจก่อนว่า AI ของ Google คิดเงินอย่างไร

Google Ads มีระบบการเสนอราคาหลายแบบ ตั้งแต่แบบที่เรากำหนดเองทุกบาททุกสตางค์ไปจนถึงแบบที่ใช้ AI คำนวณให้ทั้งหมดซึ่งแต่ละแบบมีความฉลาด และ เป้าหมาย ที่ต่างกัน

เรามาดูกันว่า 4 กลยุทธ์หลักที่นิยมใช้ มีจุดเด่นจุดด้อยอย่างไร และแบบไหนที่เหมาะกับคุณ

1. เน้นจำนวนคลิกสูงสุด

เป้าหมาย ฉันมีงบเท่านี้ หาคนเข้าเว็บให้ได้เยอะที่สุด เท่าที่จะทำได้

  • เหมาะกับใคร แบรนด์ใหม่ที่ต้องการสร้างการรับรู้หรือต้องการคนเข้าเว็บจำนวนมากเพื่อเก็บข้อมูล ในช่วงแรก
  • ข้อดี ได้ Traffic เข้าเว็บเยอะและเร็ว
  • ข้อเสีย AI จะไปกวาดใครก็ได้ที่ค่าคลิกถูกเข้ามา ซึ่งอาจไม่ใช่ลูกค้าที่มีกำลังซื้อเสมอไป
  • คำเตือน ถ้าคุณเน้นยอดขาย การใช้กลยุทธ์นี้อาจทำให้งบหมดไวโดยได้แต่ คนดูแต่ไม่มีคนซื้อ

2. เน้นจำนวนลูกค้าสูงสุด

เป้าหมาย ฉันไม่สนยอดคลิก แต่ฉันต้องการคนซื้อให้ได้มากที่สุด ภายใต้งบที่มี

  • เหมาะกับใคร ธุรกิจที่ต้องการสร้างยอดขายหรือยอดผู้ติดต่อและมีการติดตั้ง Conversion Tracking ไว้อย่างถูกต้องแล้ว
  • ข้อดี AI จะเลือกแสดงโฆษณาเฉพาะกับคนที่มีแนวโน้มจะซื้อสูง ช่วยคัดกรองลูกค้าคุณภาพ
  • ข้อเสีย ค่าคลิกอาจจะแพงกว่าปกติมาก เพราะ AI ยอมจ่ายแพงเพื่อแย่งคนซื้อมาให้คุณ
  • คำเตือน ต้องมีข้อมูล Conversion ในอดีตให้ AI เรียนรู้อย่างน้อย 15-30 รายการต่อเดือน ถึงจะทำงานได้แม่นยำ

3.คุมต้นทุนต่อการขาย

เป้าหมาย ฉันยอมจ่ายค่าโฆษณาไม่เกิน XXX บาท เพื่อแลกกับการขายได้ 1 ครั้ง

  • เหมาะกับใคร ธุรกิจที่รู้ต้นทุนกำไรชัดเจน และต้องการคุมกำไรต่อชิ้น เช่น ขายครีม 1 กระปุก กำไร 500 บาท ตั้งเป้า CPA ไว้ที่ 200 บาท เพื่อให้เหลือกำไร 300 บาท
  • ข้อดี ควบคุมความเสี่ยงได้ดีมาก ไม่ต้องกลัวงบบานปลาย การันตีกำไรขั้นต้นได้
  • ข้อเสีย ถ้าตั้งราคา CPA ต่ำเกินไป เช่น อยากได้ลูกค้าในราคา 10 บาท ทั้งที่ตลาดแข่งกันที่ 100 บาท โฆษณาของคุณจะไม่ออกเลย เพราะ AI หาให้ไม่ได้

4.เน้นความคุ้มค่าของเงินลงทุน

เป้าหมาย ฉันลงทุน 1 บาท ต้องได้รายได้กลับมา 5 บาท 

  • เหมาะกับใคร เว็บ E-commerce ที่ขายสินค้าหลายราคามีทั้งของถูกและของแพงต้องการเน้นรายรับรวมมากกว่าจำนวนชิ้น
  • ข้อดี นี่คือกลยุทธ์ที่ฉลาดที่สุดในการทำกำไร เพราะ AI จะพยายามดันสินค้าที่ขายง่ายและมูลค่าสูง เพื่อให้ได้ผลตอบแทนตามเป้า
  • ข้อเสีย ต้องมีการติดตั้งระบบวัดค่าเงินที่แม่นยำมาก และต้องมีข้อมูลการขายย้อนหลังจำนวนมากเพื่อให้ AI วิเคราะห์
สูตรลับเลือกแบบไหนให้ไม่แพ้กำไร

สูตรลับเลือกแบบไหนให้ไม่แพ้กำไร

ถ้าคุณไม่อยากขาดทุนเพราะค่าคลิกแพงเกินจริง Wantalk Marketing ขอแนะนำลำดับการเลือกใช้ดังนี้ค่ะ

ช่วงที่ 1 ช่วงเริ่มต้น เก็บข้อมูล

อย่าเพิ่งรีบใช้ Smart Bidding ถ้าบัญชีคุณยังใหม่เอี่ยม

  • แนะนำ ให้ใช้ Manual CPC กำหนดราคาเองหรือ Maximize Clicks โดยตั้งเพดานราคาคลิกสูงสุดไว้
  • เหตุผล เพื่อคุมงบไม่ให้ไหล และดึงคนเข้าเว็บให้เกิด Conversion แรกๆ ก่อน เพื่อสอนให้ AI รู้จักลูกค้าของคุณ

ช่วงที่ 2 ช่วงขยายผล เร่งยอดขาย

เมื่อเริ่มมียอดขายสม่ำเสมอ ประมาณ 15-30 ออเดอร์ต่อเดือน

  • แนะนำ เปลี่ยนมาใช้ Maximize Conversions
  • เหตุผล ปล่อยให้ AI ช่วยหาลูกค้าที่หน้าตาเหมือนคนที่เคยซื้อ เข้ามาเพิ่ม

ช่วงที่ 3 ช่วงทำกำไร 

เมื่อข้อมูลแน่นและยอดขายเสถียรแล้ว

  • แนะนำ เปลี่ยนมาใช้ Target CPA หรือ Target ROAS
  • เหตุผล เพื่อล็อคกำไร ขยายเพดานรายได้ โดยที่ต้นทุนต่อหน่วยไม่พุ่งสูงตาม
อย่าหลงระเริงกับยอดคลิก

อย่าหลงระเริงกับยอดคลิก

จำไว้เสมอนะคะว่า ยอดคลิกเยอะ กินไม่ได้ แต่ยอดขายกินได้

การเลือก Bid Strategy ที่ถูกต้อง คือการบอก Google ว่าเราให้ความสำคัญกับอะไร ถ้าคุณให้ความสำคัญกับ กำไร จงกล้าที่จะใช้กลยุทธ์ที่ควบคุมต้นทุน CPA/ROASแม้ว่ายอดคลิกอาจจะลดลง หรืออันดับโฆษณาอาจจะไม่ได้อยู่ที่ 1 ตลอดเวลา แต่ถ้าบรรทัดสุดท้ายบัญชีของคุณเป็นตัวเขียว นั่นคือชัยชนะที่แท้จริงของคนทำธุรกิจค่ะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *


ติดต่อ "แว่นTalk"