ค่า Keyword Difficulty บอกอะไรเราได้บ้างก่อนเริ่มทำคอนเทนต์

ค่า Keyword Difficulty บอกอะไรเราได้บ้างก่อนเริ่มทำคอนเทนต์

การทุ่มเทเขียนบทความคุณภาพสูง อัดแน่นด้วยข้อมูลและรูปภาพประกอบที่สวยงาม แต่ผ่านไปเป็นเดือนแล้วอันดับใน Google ก็ยังไม่ขยับ หรือพยายามดันเท่าไหร่ก็ไปไม่ถึงหน้าแรกเสียที คือสถานการณ์ที่บั่นทอนกำลังใจคนทำคอนเทนต์มากที่สุด สาเหตุของปัญหานี้อาจไม่ได้อยู่ที่ฝีมือการเขียนของคุณค่ะ แต่อาจเป็นเพราะคุณกำลังพยายาม เอามีดปลอกผลไม้ไปสู้กับรถถัง โดยไม่รู้ตัว ในโลกของ SEO มีตัวเลขสำคัญตัวหนึ่งที่ทำหน้าที่บอกว่า คู่แข่งของคุณโหดแค่ไหน นั่นคือ Keyword Difficulty หรือค่าความยากของคีย์เวิร์ด การรู้วิธีอ่านค่านี้จะช่วยให้คุณประเมินสถานการณ์ได้ถูกต้องก่อนเริ่มลงมือทำ ช่วยประหยัดทั้งเวลาและงบประมาณ บทความนี้จะพาไปดูว่าค่า KD บอกความลับอะไรเราได้บ้างค่ะ

Keyword Difficulty คืออะไร

Keyword Difficulty คืออะไร

Keyword Difficulty คือค่าคะแนน ที่เครื่องมือ SEO ต่างๆ เช่น Ahrefs, SEMrush, Ubersuggest คำนวณออกมาเพื่อบอกเราว่า ยากแค่ไหนที่จะทำเว็บให้ติดอันดับ Top 10 ในคีย์เวิร์ดคำนี้

เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนระดับความยากในเกมค่ะ

  • KD 0-20 เหมือนสู้กับมอนสเตอร์เริ่มต้น มือใหม่ก็ชนะได้
  • KD 21-50  ต้องมีของ มีไอเทม พอสมควรถึงจะสู้ไหว
  • KD 51-100 เหมือนสู้กับบอสใหญ่ คู่แข่งคือเว็บระดับประเทศหรือระดับโลก
ค่า KD บอกอะไรเราได้บ้าง

ค่า KD บอกอะไรเราได้บ้าง

การดูค่า KD ไม่ใช่แค่ดูว่ายากหรือง่าย แต่เบื้องหลังตัวเลขนั้นบอกถึงทรัพยากรที่เราต้องใช้แลกมาค่ะ

1. บอกจำนวน Backlink ที่ต้องใช้

ปัจจัยหลักที่เครื่องมือส่วนใหญ่ใช้คำนวณ KD คือ จำนวนและคุณภาพของ Backlink ของเว็บที่ติดหน้าแรกอยู่แล้ว

  • ถ้า KD สูง แปลว่าหน้าแรกมีแต่เว็บที่มีคนอ้างอิงถึงเยอะมาก ถ้าคุณเป็นเว็บใหม่ที่ไม่มี Backlink เลย โอกาสแซงแทบจะเป็นศูนย์ เว้นแต่คุณจะหา Backlink คุณภาพมาสู้
  • ถ้า KD ต่ำ แปลว่าคู่แข่งในหน้าแรกอาจจะมี Backlink น้อย หรือไม่มีเลย นี่คือโอกาสทองของคุณ

2. บอกความเก๋า ของคู่แข่ง 

แม้ค่า KD จะเน้นที่ลิงก์ แต่โดยนัยแล้วมันบอกถึง Authority ของเว็บที่ครองที่อยู่

ถ้าคีย์เวิร์ดคำว่า ประกันชีวิต มี KD สูงปรี๊ด ให้ลองไปเสิร์ชดู คุณจะเจอแต่เว็บธนาคารยักษ์ใหญ่ หรือบริษัทประกันชั้นนำ ซึ่งถ้าคุณเป็นบล็อกเกอร์ตัวเล็กๆ การจะไปเบียดพวกเขาลงมาเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและความพยายามมหาศาล

3. บอกเวลาที่ต้องรอ

  • KD ต่ำ อาจใช้เวลาไม่กี่สัปดาห์ หรือไม่กี่วันในการไต่อันดับ
  • KD สูง อาจต้องใช้เวลา 6 เดือน – 1 ปี ในการปั้นเว็บ สร้างเครดิต และรอให้ Google ยอมรับ

กลยุทธ์การเลือกใช้ควรเล่นเกมยากหรือง่าย

คำถามคือ เราควรหนี KD สูงๆ เสมอไปไหม คำตอบคือ ไม่จำเป็น ค่ะ ขึ้นอยู่กับสถานะของเว็บไซต์คุณ

  • สำหรับเว็บใหม่
    ให้เน้น KD ต่ำไว้ก่อน แม้ Search Volume จะน้อยกว่า แต่คุณมีโอกาสติดหน้าแรกได้จริง ทำให้เกิด Traffic ไหลเข้าเว็บ และสร้างกำลังใจได้ดีกว่า
  • สำหรับเว็บที่มีฐานแล้ว
    คุณสามารถท้าชน KD ปานกลางถึงสูง ได้ โดยใช้กลยุทธ์ Pillar Page หรือการทำคอนเทนต์หลักที่ละเอียดมากๆ แล้วซัพพอร์ตด้วยบทความย่อยๆ เพื่อดันให้สู้กับเจ้าตลาดได้
อย่าเชื่อตัวเลข 100%

อย่าเชื่อตัวเลข 100%

ข้อควรระวังคือ ค่า KD เป็นเพียง การคาดการณ์ ของเครื่องมือ Third Party และแต่ละเครื่องมือก็คำนวณไม่เหมือนกัน บางครั้ง KD ต่ำ ก็ไม่ได้แปลว่า ง่ายเสมอไป เพราะ

  1. Search Intent ถ้าคีย์เวิร์ดนั้นคนค้นหาต้องการซื้อของ แต่คุณดันเขียนบทความให้ความรู้ ต่อให้ KD เป็น 0 คุณก็อาจจะไม่ติดอันดับ เพราะ Google จะเสิร์ฟหน้าสินค้าก่อน
  2. Content Quality ถ้าคู่แข่งในหน้าแรกเขียนไว้ดีระดับเทพการจะแซงได้คุณต้องเขียนให้ดีกว่านั้นมากๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย

ใช้ KD เป็นเข็มทิศ ไม่ใช่กรงขัง

ค่า Keyword Difficulty มีไว้เพื่อช่วยให้เรา ประเมินทรัพยากร ว่าคุ้มที่จะเสี่ยงไหม ถ้าเรามีงบจำกัด มีเวลาน้อย การเลือกสู้ในสนาม KD ต่ำๆ คือทางเลือกที่ฉลาด แต่ถ้าเป้าหมายคือการสร้างแบรนด์ระยะยาว บางครั้งเราก็ต้องยอมสู้ในสมรภูมิ KD สูงๆ เพื่อประกาศศักดา แต่ต้องทำใจว่ามันจะไม่เห็นผลในชั่วข้ามคืนค่ะ จงเลือกคีย์เวิร์ดที่สมดุลระหว่าง ความต้องการของลูกค้า , ความยาก และ ความเชี่ยวชาญของคุณ นั่นคือจุดที่ทำเงินได้ดีที่สุดค่ะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *


ติดต่อ "แว่นTalk"