Lazada vs Shopee สงครามเผาเงิน Burn Rate ใครคือผู้ชนะตัวจริงในอาเซียน?
ถ้าเป็นคนหนึ่งที่เคยตุน คูปองส่งฟรี หรือตั้งนาฬิกาปลุกเพื่อกดของราคา 1 บาทในช่วง Flash Sale คุณคือส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สงครามธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ค่ะ นี่คือเรื่องราวการต่อสู้ระหว่าง Lazada พี่ใหญ่ที่ได้รับการหนุนหลังโดย Alibaba และ Shopee ผู้ท้าชิงที่มาทีหลังแต่วิ่งไวกว่าจาก Sea Group ทั้งสองค่ายต่างใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า Burn Rate หรือการ เผาเงิน ยอมขาดทุนปีละหลายหมื่นล้านบาทเพื่อแจกส่วนลดและดึงคนเข้ามาในระบบให้มากที่สุด แต่เมื่อควันไฟจางลง และโลกการเงินเริ่มเปลี่ยนทิศจากที่เน้นการเติบโตมาเน้นผลกำไร คำถามที่นักลงทุนและผู้บริโภคสงสัยคือ สุดท้ายแล้วใครคือผู้ชนะตัวจริงบทความนี้จะพาไปวิเคราะห์ศึกอีคอมเมิร์ซพันล้านนี้ให้เห็นภาพชัดเจนค่ะ Lazada ผู้มาก่อนกาลกับรากฐานที่แข็งแกร่ง Lazada เริ่มต้นธุรกิจมาก่อนตั้งแต่ปี 2012 ในฐานะ Amazon แห่งอาเซียน ด้วยเงินทุนจาก Rocket Internet ก่อนจะขายให้กับยักษ์ใหญ่อย่าง Alibaba ในเวลาต่อมา จุดแข็งของ Lazada คือความเป็นระบบระเบียบและโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งมาก เพราะ Alibaba วางรากฐานเรื่องคลังสินค้าและการขนส่งไว้ดีเยี่ยม ภาพลักษณ์ของ Lazada จึงดูมีความเป็นทางการ น่าเชื่อถือ และเน้นดึงดูดแบรนด์ชั้นนำให้มาเปิดร้านใน LazMall ในช่วงแรก Lazada แทบจะผูกขาดตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยและอาเซียน แบบที่มองไม่เห็นคู่แข่งเลยค่ะ Shopee ผู้ท้าชิงที่มากับคำว่า Mobile First Shopee เปิดตัวในปี 2015 ซึ่งช้ากว่า Lazada ถึง 3 ปี แต่การมาทีหลังกลับกลายเป็นข้อได้เปรียบ เพราะ Shopee อ่านเกมขาดว่าพฤติกรรมคนอาเซียนกำลังเปลี่ยนจากคอมพิวเตอร์ไปสู่ สมาร์ตโฟน Shopee จึงออกแบบแอปพลิเคชันให้ใช้ง่าย สนุก และมีความเป็น Social Media มากกว่า เช่น ระบบแชทคุยกับคนขายได้ทันที ซึ่ง Lazada ทำตามทีหลังกลยุทธ์ที่ Shopee ใช้คือการ Hyper-localization หรือการปรับตัวให้เข้ากับคนท้องถิ่นสุดๆ จ้างดาราเบอร์หนึ่งของแต่ละประเทศเป็นพรีเซนเตอร์ และที่สำคัญคือ แจกแหลก Shopee ตัดสินใจเผาเงินจำนวนมากเพื่ออุดหนุนค่าส่งทำให้เกิดวาทกรรมว่า Shopee…
