ยิง Facebook Ads แล้วขายไม่ได้ เกิดจากอะไร? ปัญหาที่มือใหม่เจอบ่อย

ยิง Facebook Ads แล้วขายไม่ได้ เกิดจากอะไร? ปัญหาที่มือใหม่เจอบ่อย

ปี 2025 รูปแบบของการยิงโฆษณาเปลี่ยนไปอย่างมากค่ะ การมาของ AI Meta Advantage+ และนโยบายความเป็นส่วนตัวและพฤติกรรมผู้บริโภคที่ซับซ้อนขึ้น ทำให้การยิงแอดแบบเดิมๆ ที่เคยใช้ได้ผลเมื่อ 2-3 ปีก่อน กลายเป็นสิ่งที่ล้าหลังและไม่มีประสิทธิภาพไปซะแล้ว 

การยิงแอดแล้วไม่มียอดขายเป็นเรื่องของ คอขวด ทางเทคนิคที่ซ่อนอยู่ในแคมเปญของคุณ บทความนี้จะพาคุณไปแก้ปัญหายิง Facebook Ads แล้วไม่มียอดขาย และดูสาเหตุที่มือใหม่เจอบ่อยๆ พร้อมวิธีแก้ไขที่ทำได้จริง 5 จุดอย่างละเอียด เพื่อเปลี่ยนจากแอดกินเงิน ให้กลายเป็นการผลิตเงินให้เราอีกครั้งค่ะ

จุดที่ 1 กับดักของการเลือก Objective สั่ง AI ให้ทำงานผิดหน้าที่

จุดที่ 1 กับดักของการเลือก Objective สั่ง AI ให้ทำงานผิดหน้าที่

หลายครั้งเราเลือกวัตถุประสงค์ไม่ตรงกับผลลัพธ์ที่ต้องการ ผู้ประกอบการหลายท่านยังยึดติดกับชุดความคิดเดิมที่ว่า ต้องยิง Traffic หรือ Engagement นำทางไปก่อนเพื่อเปิดการมองเห็น แล้วค่อยยิงขายทีหลัง หรือเลือก Message เพียงเพราะเห็นว่าค่าคลิกมันถูกดี แต่ในความเป็นจริง การเลือก Objective คือการป้อน ชุดคำสั่ง ที่ชี้ชะตาแคมเปญของคุณว่าจะให้ Machine Learning วิ่งไปหาคนกลุ่มไหน

เจาะลึกเบื้องหลัง การแบ่งเกรดลูกค้าตามพฤติกรรมการกระทำ

ระบบ AI ของ Facebook ฉลาดพอที่จะแยกแยะ ผู้ใช้งานแต่ละคนออกมาได้อย่างชัดเจน จากประวัติการใช้งาน โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มพฤติกรรมหลักค่ะ

  • กลุ่มนักอ่านขาจร คือ คนที่ชอบกดลิงก์เข้าไปอ่านบทความ ดูเว็บไซต์ หรือกดดูรูปภาพเพื่อความเพลิดเพลิน แต่มีสถิติการปิดการขายต่ำมาก
  • กลุ่มกองเชียร์ คือคนที่ชอบแสดงตัวตนผ่านการกดไลก์ กดแชร์ หรือคอมเมนต์แท็กเพื่อนเพื่อความสนุกสนาน เน้นการมีส่วนร่วมทางสังคม แต่ไม่เน้นการทำธุรกรรมทางการเงิน
  • กลุ่มลูกค้าตัวจริง คือ คนที่มีประวัติการทำ ธุรกรรมจริง บนแพลตฟอร์มบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการกรอกแบบฟอร์ม การหยิบสินค้าลงตะกร้า หรือการกดปุ่มชำระเงิน เป็นกลุ่มที่มีมูลค่าต่อธุรกิจสูงที่สุด

ผลลัพธ์ของการเลือกผิด

หากเป้าหมายสูงสุดของคุณคือ ยอดขาย แต่คุณกลับไปเลือกวัตถุประสงค์เป็น Traffic หรือ Engagement ก็เท่ากับว่าคุณกำลังสั่งให้ AI กวาดต้อน นักอ่านและกองเชียร์เข้ามาเต็มร้าน

จุดที่ 2 Content และ Creative ไม่สามารถหยุดลูกค้าได้

จุดที่ 2 Content และ Creative ไม่สามารถหยุดลูกค้าได้

Attention Economy ที่คนไทยสมาธิสั้นลงเหลือเพียง 1.7 วินาที ต่อการดูโพสต์ รูปภาพและวิดีโอ ไม่ใช่แค่องค์ประกอบของการยิงแอด แต่มันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการคัดกรองกลุ่มเป้าหมาย

“หากแอดของคุณไม่มียอดขาย สาเหตุ 60-70% มาจากรูปไม่โดน หรือคอนเทนต์น่าเบื่อค่ะ”

ปัญหาส่วนใหญ่คือการทำแอดเหมือนใบปลิว ที่อัดแน่นด้วยตัวหนังสือ โลโก้ใหญ่ๆ บอกรายละเอียดสินค้าละเอียดยิบเหมือนใบปลิวแจกตามห้าง คนจะเลื่อนผ่านทันที! เพราะรู้ว่าเป็นโฆษณา  เราต้องปรับที่ภาพที่เราจะทำโฆษณาต้องมี 3 โครงสร้าง Creative ที่ขายดี ที่ช่วยจะดึงสายตาและทำให้แอดของคุณไม่น่าเบื่อ

  1. The Hook 3 วินาทีแรก 

ต้องฟาดด้วยปัญหา หรือสิ่งที่ลูกค้าปรารถนาทันที ตัวอย่างเช่น แทนที่จะขึ้นต้นว่า คอร์สเรียนภาษาอังกฤษ ราคา 990 ให้เปลี่ยนเป็น > เรียนมา 10 ปี แต่ยังไม่กล้าพูดกับฝรั่ง? ปลดล็อกการพูดภาษาอังกฤษกันใน 5 ชั่วโมง

  1. Visual Hierarchy 

ใช้ภาพรีวิวจากผู้ใช้จริง หรือภาพถ่ายสินค้าจริง Real Shot ที่ดูเป็นธรรมชาติ มีความน่าเชื่อถือสูงกว่ากราฟิกที่แต่งจนสวยเกินจริง

  1. CTA 

ในแคปชั่นหรือในรูป ต้องบอกชัดเจนว่าให้ทำอะไร เช่น คลิกเลย, ทักแชทรับโปรหรือจองสิทธิ์ด่วน

จุดที่ 3 ข้อเสนอไม่ดึงดูดใจพอ

จุดที่ 3 ข้อเสนอไม่ดึงดูดใจพอ

หลุมพรางที่เจ้าของธุรกิจตกม้าตายบ่อยที่สุด คุณอาจจะยิงแอดแม่นมาก รูปสวยมาก แต่ลูกค้าคลิกเข้ามาแล้วไปซื้อร้านคู่แข่ง เพราะการเปรียบเทียบราคาทำได้ในเสี้ยววินาที ถ้าสินค้าของคุณเหมือนคนอื่น แต่แพงกว่า หรือไม่มีความคุ้มค่าพิเศษ แอดเทวดาก็ช่วยคุณไม่ได้ค่ะ 2 วิธีที่จะทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อในโฆษณาของคุณ คือ

  1. รู้จิตวิทยาเบื้องหลังการตัดสินใจซื้อ

ลูกค้าไม่ได้ซื้อเพราะราคาถูกที่สุดเสมอไป แต่เขาซื้อเพราะรู้สึกว่าคุ้มค่าที่สุด มูลค่าที่ได้รับต้องมากกว่าราคาที่จ่าย

  1. ปั้นข้อเสนอที่ลูกค้าปฏิเสธไม่ลง

อย่าสู้ด้วยสงครามราคา แต่ให้สู้ด้วยการเพิ่มมูลค่า เช่น การจัดเซตแทนที่จะขายชิ้นเดียว 500 บาท ให้ขายเซต 3 ชิ้น 1,290 บาท ลูกค้าจ่ายเพิ่มขึ้นแต่รู้สึกว่าคุ้มกว่า หรือการแถมโบนัสที่มีมูลค่าทางความรู้สึกสูง เช่น คู่มือการใช้งาน หรือคอร์สสอนสั้นๆ

จุดที่ 4 ระบบหลังบ้านรั่วและแรงเสียดทานสูง

จุดที่ 4 ระบบหลังบ้านรั่วและแรงเสียดทานสูง

เปรียบเทียบง่ายๆ การยิงแอดเหมือนการเทน้ำเข้าถัง แต่ถ้าระบบรับลูกค้าของคุณเป็นถังที่มีรูรั่ว เทน้ำแรงแค่ไหน น้ำก็ไหลออกหมดค่ะ แรงเสียดทาน คืออุปสรรคใดๆ ก็ตามที่ทำให้ลูกค้ายากที่จะจ่ายเงิน

รูรั่วที่ต้องอุดด่วน

  • รูรั่วแรก คือ ความเร็วในการตอบแชท 

เพราะลูกค้าที่ทักแชทมาคือกำลังอยากได้ สถิติระบุว่าหากตอบช้าเกิน 5-10 นาที ความอยากได้จะลดลง วิธีแก้คือต้องใช้ Chatbot ช่วยตอบเบื้องต้น หรือมีทีม Standby ในช่วงเวลาขายดี

  • รูรั่วต่อมา คือ ความเร็วเว็บไซต์ 

หากคุณปิดการขายบนเว็บ แล้วเว็บโหลดช้าเกิน 3 วินาที ลูกค้ากว่าครึ่งจะปิดทิ้งทันที และสุดท้ายคือขั้นตอนการชำระเงินที่ยุ่งยาก เช่น ต้องสมัครสมาชิกก่อนซื้อ หรือต้องกรอกข้อมูลส่วนตัวเยอะเกินไป ควรทำระบบ Guest Checkout ให้ลูกค้าซื้อได้โดยไม่ต้องสมัครสมาชิก และขอข้อมูลเท่าที่จำเป็นก็พอค่ะ

จุดที่ 5 ขาดความน่าเชื่อถือ

จุดที่ 5 ขาดความน่าเชื่อถือ

มุมมองลูกค้าแบรนด์ใหม่เท่ากับ ความเสี่ยงค่ะ ถ้าเขาเห็นแอด สนใจสินค้าราคาโอเคแต่พอกดเข้าไปดูที่เพจแล้วพบว่าโพสต์ล่าสุดเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว ไม่มีรีวิวจากคนใช้จริงเลย หรือไม่มีรูปเจ้าของและทีมงาน เขาจะตั้งคำถามทันทีว่าจะโดนโกงไหม? หรือของตรงปกหรือเปล่า และสุดท้ายก็ไม่กล้าโอนเงิน

วิธีสร้างความน่าเชื่อถือ

คุณต้องทำให้ร้านมีความเคลื่อนไหว  สม่ำเสมอให้เห็นว่าร้านยังเปิดอยู่ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ Social Proof หรือรีวิวจากลูกค้าจริง ให้รวบรวมรีวิวหรือแคปแชทมาทำเป็นอัลบั้มรวมรีวิวปักหมุดไว้บนสุดของเพจ และควรมีการโพสต์เบื้องหลังการทำงาน รูปการแพ็คของ หรือรูปทีมงาน สิ่งเหล่านี้ช่วยยืนยันตัวตนว่ามีธุรกิจจริงและส่งของจริงค่ะ

การแก้ปัญหาโฆษณาขายไม่ได้ไม่ใช่เพียงการปรับเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมาย แต่เป็นการปรับปรุงธุรกิจทั้ง 5 จุด ตั้งแต่การเลือกวัตถุประสงค์ การทำคอนเทนต์ที่สื่อสารอารมณ์ ข้อเสนอที่คุ้มค่า ไปจนถึงระบบหลังบ้านและความน่าเชื่อถือ เมื่ออุดรอยรั่วเหล่านี้ได้ครบ แอดจะกลับมาทำกำไรทันทีค่ะ 

หากคุณมองว่าการวางระบบเหล่านี้ซับซ้อน ทางWanTalkพร้อมเป็นพาร์ทเนอร์ช่วยดูแลทั้งกลยุทธ์และเทคนิค เพื่อให้คุณโฟกัสกับการเติบโตของธุรกิจได้อย่างมั่นใจค่ะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *


ติดต่อ "แว่นTalk"