payment gateway เจ้าไหนดี

Payment gateway เจ้าไหนดี ที่ดีที่สุดในประเทศไทยพร้อมเงื่อนไขการสมัครและค่าบริการ

ถ้าคุณกำลังปั้นเว็บขายของออนไลน์ โดยเฉพาะคนที่ใช้ WooCommerce อยู่ “ด่านสุดท้าย” ที่สำคัญที่สุดที่จะเปลี่ยนคนดูให้เป็นลูกค้า ก็คือ “ขั้นตอนการชำระเงิน” ค่ะ

การมีระบบรับชำระเงินออนไลน์ หรือ Payment Gateway ที่ดี จึงเปรียบเสมือนการมี “แคชเชียร์มืออาชีพ” ที่คอยบริการลูกค้า 24 ชั่วโมง ทำให้การจ่ายเงินง่าย สะดวก และดูน่าเชื่อถือ แต่ในประเทศไทยมีผู้ให้บริการหลายเจ้าเหลือเกิน เจ้าไหนดี? เจ้าไหนคุ้ม? แล้วเจ้าไหนที่ “เข้าขา” กับ WooCommerce ของเรามากที่สุด?

วันนี้ เรา ได้รวบรวมข้อมูล คัดเน้นๆ ตัวท็อปในไทยมาถึง 8 เจ้า เพื่อสรุปให้คุณตัดสินใจง่ายขึ้น สำหรับชาว WooCommerce โดยเฉพาะค่ะ

1. Omise ปัจจุบันรีแบรนด์เป็น Opn Payments

ถ้าพูดถึง Payment Gateway ที่ทันสมัย หน้าตา UI/UX สวยงาม ใช้งานง่ายทั้งฝั่งคนซื้อและคนขาย และที่สำคัญคือมีระบบที่เสถียรมาก Omise คือชื่อแรกๆ ที่คนนึกถึงค่ะ

  • จุดเด่น
    • ระบบเสถียรและทันสมัย: หน้าตัดบัตรเครดิตสามารถฝังลงบนหน้าเว็บเราได้เลย (On-site checkout) ลูกค้ารู้สึกปลอดภัยและไม่สะดุด
    • Developer Friendly มีเอกสารเชื่อมต่อระบบ (API) ที่ดีมาก ทีมงานฝ่ายเทคนิคจะชอบเจ้านี้
  • ค่าบริการโดยประมาณ (MDR) บัตรเครดิตเริ่มต้น 3.65% + Vat 7%
  • ผู้สมัคร เน้น นิติบุคคล เป็นหลัก
  • เหมาะกับใคร ธุรกิจที่ต้องการภาพลักษณ์มืออาชีพ ทันสมัย และต้องการระบบที่เสถียรสูง

2. GB Prime Pay

เจ้านี้มาแรงมากในช่วงหลัง เพราะเข้าใจหัวอกคนทำธุรกิจ SME ไทยเป็นอย่างดี จุดเด่นคือคุยง่าย ซัพพอร์ตเป็นคนไทยที่ช่วยเหลือดีมาก และมีช่องทางการชำระเงินที่หลากหลายสุดๆ

  • จุดเด่น:
    • ซัพพอร์ตดีเยี่ยม: ติดต่อง่าย คุยรู้เรื่อง ช่วยเหลือร้านค้าดีมาก
    • รับชำระครบเครื่อง: เด่นทั้งบัตรเครดิต และ Thai QR Payment (พร้อมเพย์) รวมถึง E-Wallet ต่างๆ และระบบผ่อนชำระ
  • ค่าบริการโดยประมาณ (MDR): บัตรเครดิตเริ่มต้น 3.5% + Vat 7% (QR Code จะถูกกว่านี้)
  • ผู้สมัคร: รับทั้ง บุคคลธรรมดา และ นิติบุคคล
  • เหมาะกับใคร: SME, พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่อยากได้ทั้งรับบัตรและ QR Code ในที่เดียว

3. PayPal

ถ้าลูกค้าของคุณมีชาวต่างชาติด้วย PayPal คือสิ่งที่ “ต้องมี” ค่ะ เพราะเป็นแบรนด์ที่ทั่วโลกเชื่อถือ

  • จุดเด่น:
    • ความน่าเชื่อถือระดับโลก: ลูกค้าต่างชาติกล้าจ่าย
  • ข้อควรระวัง:
    • ค่าธรรมเนียมแพง: สำหรับการขายระหว่างประเทศ อาจสูงถึง 4.4% + ค่าธรรมเนียมคงที่
    • กฎระเบียบในไทย: ปัจจุบันการสมัครใหม่มีความซับซ้อนขึ้น ต้องยืนยันตัวตนผ่าน NDID
  • เหมาะกับใคร: ร้านค้าที่มีฐานลูกค้าต่างประเทศเป็นหลัก

4. Stripe

Stripe คือ Payment Gateway ในฝันของ Developer ทั่วโลก เพิ่งเปิดให้บริการในไทยอย่างเป็นทางการไม่นานนี้ จุดเด่นคือเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุด และหน้าตาการจ่ายเงินที่สะอาดตามากๆ

  • จุดเด่น
    • World-Class Technology ระบบเสถียรระดับโลก เครื่องมือป้องกันการโกง (Radar) เทพมาก
    • UX/UI สวยงาม หน้าจ่ายเงินออกแบบมาดีที่สุด ช่วยเพิ่มอัตราการจ่ายเงินสำเร็จ (Conversion Rate)
    • สมัครง่าย ขั้นตอนการสมัครออนไลน์ค่อนข้างรวดเร็ว
  • ค่าบริการโดยประมาณ บัตรเครดิตเริ่มต้น 3.65% + Vat 7% (บวกค่าธรรมเนียมคงที่ต่อรายการเล็กน้อย)
  • เหมาะกับใคร: Startup, ธุรกิจ SaaS, หรือร้านค้าที่เน้นประสบการณ์การใช้งานระดับโลก

5. 2C2P (Qwik)

2C2P คือเจ้าตลาดระดับ Enterprise ที่ให้บริการสายการบินและห้างใหญ่ๆ มานาน ตอนนี้เขามีบริการสำหรับ SME (ในชื่อ Qwik by 2C2P) ด้วย

  • จุดเด่น
    • ความน่าเชื่อถือสูง เป็นองค์กรขนาดใหญ่ ระบบมีความปลอดภัยระดับสูงสุด
    • ช่องทางหลากหลายมาก รองรับการจ่ายผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส (7-11), ตู้ ATM และช่องทางออฟไลน์อื่นๆ ได้ดี
  • ค่าบริการโดยประมาณ บัตรเครดิตเริ่มต้น 3.75% + Vat 7%
  • เหมาะกับใคร ธุรกิจที่ต้องการความมั่นคงสูง หรือมีลูกค้าที่ยังชอบจ่ายเงินผ่านช่องทางออฟไลน์/เคาน์เตอร์

6. Pay Solutions

นี่คือผู้ให้บริการรายแรกๆ ของไทย (ตั้งแต่ยุค Dot com เฟื่องฟู) มีประสบการณ์ยาวนาน และมีความเข้าใจตลาดไทยสูงมาก

  • จุดเด่น
    • ประสบการณ์ยาวนาน น่าเชื่อถือ เข้าใจปัญหาของร้านค้าไทย
    • บริการครบวงจร มีทั้งระบบรับชำระออนไลน์ และเครื่องรูดบัตร (mPOS) สำหรับออกบูธ
  • ค่าบริการโดยประมาณ บัตรเครดิตเริ่มต้น 3.6% + Vat 7%
  • เหมาะกับใคร ธุรกิจที่ต้องการผู้ให้บริการที่มีประวัติยาวนาน เชื่อถือได้ และอาจมีหน้าร้านออฟไลน์ที่ต้องใช้เครื่องรูดบัตรด้วย

7. Ksher

ถ้ากลุ่มลูกค้าของคุณคือนักท่องเที่ยวจีน หรือคนจีนที่อาศัยในไทย Ksher คือตัวเลือกที่ขาดไม่ได้ เพราะเขาคือผู้เชี่ยวชาญด้าน E-Wallet จีนโดยเฉพาะ

  • จุดเด่น
    • เน้นตลาดจีน: เป็น Official Partner กับ WeChat Pay และ Alipay ทำให้การเชื่อมต่อเสถียรและเรตดี
    • รับ E-Wallet ไทยได้ด้วย: เช่น TrueMoney, ShopeePay
  • ค่าบริการ: (เรตสำหรับ Alipay/WeChat Pay มักจะดีกว่าบัตรเครดิต สอบถามผู้ให้บริการโดยตรง)
  • เหมาะกับใคร: ธุรกิจท่องเที่ยว, โรงแรม, ร้านขายของฝาก หรือธุรกิจที่เน้นลูกค้าชาวจีน

8. ChillPay

อีกหนึ่งผู้ให้บริการสัญชาติไทยที่น่าจับตามอง เน้นความคล่องตัว และระบบที่ทันสมัย

  • จุดเด่น
    • ระบบทันสมัย: มีการพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ อยู่เสมอ
    • รองรับหลากหลาย: ทั้งบัตรเครดิต, QR Code, และ Bill Payment
  • ค่าบริการโดยประมาณ: ใกล้เคียงกับเจ้าอื่นๆ ในตลาด (3.5% – 3.75%)
  • เหมาะกับใคร: SME หรือธุรกิจ E-commerce ที่มองหาทางเลือกใหม่ๆ ที่มีความยืดหยุ่น

การทำ Payment Gateway สำหรับ WooCommerce

สำหรับคนที่ใช้ WordPress + WooCommerce คือ “เกือบทุกเจ้าที่กล่าวมา มี Plugin รองรับ WooCommerce ค่ะ”

คำแนะนำการเลือกสำหรับชาว Woo

  • ถ้าเน้นความ “เนียน” ที่สุด (Seamless) เลือก Omise หรือ Stripe เพราะ Plugin ของเขาช่วยให้ลูกค้ากรอกเลขบัตรบนหน้าเว็บเราได้เลยโดยไม่ต้องเด้งไปหน้าอื่น ประสบการณ์ใช้งานดีที่สุดค่ะ
  • ถ้าเน้นความ “ครบเครื่องในไทย” (All-in-One) เลือก GB Prime Pay หรือ 2C2P เพราะ Plugin เดียว รองรับทั้งตัดบัตร, สแกน QR พร้อมเพย์, ผ่อนชำระ ฯลฯ ลูกค้าไทยชอบมาก
  • ถ้าเน้นลูกค้า “เฉพาะกลุ่ม” ถ้าขายจีนต้องมี Ksher, ถ้าขายฝรั่งต้องมี PayPal หรือ Stripe เสริมเข้าไปค่ะ

Checklist ก่อนติดตั้งบน WooCommerce

  1. สมัครให้ผ่านก่อน อย่าเพิ่งลง Plugin จนกว่าจะได้ “API Keys” (กุญแจเชื่อมต่อระบบ) จากผู้ให้บริการ
  2. เว็บต้องมีมาตรฐาน ต้องมีหน้า “นโยบายความเป็นส่วนตัว”, “นโยบายการคืนเงิน” ชัดเจน ผู้ให้บริการจะตรวจก่อนอนุมัติ
  3. ใช้ SSL (HTTPS) เว็บไซต์ต้องมีแม่กุญแจสีเขียว (ปลอดภัย) ไม่งั้นเชื่อมต่อระบบรับชำระเงินไม่ได้ค่ะ

ลองดูว่าลูกค้าของคุณคือใคร? พวกเขาสะดวกจ่ายแบบไหน? และคุณเป็น “บุคคลธรรมดา” หรือ “นิติบุคคล”? การมีตัวเลือกที่ใช่ จะช่วยลดอัตราการทิ้งตะกร้า และเปลี่ยนผู้เยี่ยมชมให้เป็นลูกค้าที่จ่ายเงินจริงได้มากเลยทีเดียวค่ะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *


ติดต่อ "แว่นTalk"