Virtual Influencer อินฟลูฯ เสมือนจริง คุ้มค่าแก่การจ้างไหม ทางเลือกใหม่ของการตลาดยุคดิจิทัล

เทคโนโลยี Metaverse และ Artificial Intelligence (AI) เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น วงการการตลาดและการโฆษณาก็เป็นหนึ่งในด่านหน้าที่มีการปรับตัวอย่างรวดเร็ว หนึ่งในเทรนด์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงปีที่ผ่านมาคือการปรากฏตัวของ Virtual Influencer หรือ อินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริง ที่มีรูปร่างหน้าตาและไลฟ์สไตล์ราวกับมนุษย์จริงๆ จนแยกไม่ออก

คำถามที่เจ้าของธุรกิจและนักการตลาดหลายคนสงสัยคือ การลงทุนจ้างหรือสร้างตัวตนเสมือนเหล่านี้ “คุ้มค่า” จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่กระแสชั่วคราวที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป วันนี้ พี่แว่น จะพาไปเจาะลึกทุกแง่มุมของ Virtual Influencer ตั้งแต่ข้อดี ข้อเสีย ไปจนถึงความคุ้มค่าในการลงทุน เพื่อให้คุณใช้ประกอบการตัดสินใจวางกลยุทธ์การตลาดได้อย่างแม่นยำครับ

ทำความรู้จัก Virtual Influencer คืออะไร

Virtual Influencer คือ ตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นด้วยคอมพิวเตอร์กราฟิก (CGI) และเทคโนโลยี AI ให้มีรูปร่างหน้าตา บุคลิกภาพ และเรื่องราวชีวิตคล้ายมนุษย์ พวกเขามีตัวตนอยู่บนโลกโซเชียลมีเดีย โพสต์รูปไปเที่ยว กินข้าว ใส่เสื้อผ้าแฟชั่น และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ติดตามเหมือนอินฟลูเอนเซอร์ที่เป็นคนจริงๆ

ความแตกต่างสำคัญคือพวกเขา “ไม่มีกายหยาบ” และถูกควบคุมโดยทีมผู้สร้างหรือแบรนด์ 100% ตัวอย่างที่โด่งดังระดับโลก เช่น Lil Miquela ที่มีผู้ติดตามหลักล้าน หรือในไทยอย่าง น้องไอ-ไอรีน ที่ร่วมงานกับแบรนด์ชั้นนำมากมาย

จุดแข็งที่ทำให้แบรนด์เทใจให้ Virtual Influencer

ทำไมแบรนด์ระดับโลกอย่าง Samsung, IKEA หรือ Louis Vuitton ถึงหันมาเลือกใช้ Virtual Influencer แทนดาราคนดัง นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้พวกเขาน่าสนใจครับ

Brand Safety ควบคุมภาพลักษณ์ได้ 100 เปอร์เซ็นต์

ฝันร้ายที่สุดของนักการตลาดคือการที่พรีเซนเตอร์หรืออินฟลูเอนเซอร์ที่จ้างมาตกเป็นข่าวฉาว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชู้สาว การเมือง หรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์แบรนด์ทันที แต่ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นกับ Virtual Influencer เพราะทุกการกระทำ ทุกคำพูด และทุกรูปภาพ ถูกกำหนดสคริปต์และตรวจสอบโดยทีมงานอย่างละเอียด ทำให้มีความเสี่ยงด้านชื่อเสียง (Reputation Risk) ต่ำมาก

ไร้ขีดจำกัดด้านร่างกายและเวลา

มนุษย์มีความเหนื่อยล้า ป่วยได้ และแก่เฒ่าไปตามกาลเวลา แต่ Virtual Influencer สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน สามารถถ่ายแบบที่ปารีสตอนเช้าและไปโผล่ที่นิวยอร์กตอนบ่ายได้ทันที หรือแม้แต่จะให้ไปถ่ายโฆษณาในอวกาศหรือใต้น้ำก็สามารถเนรมิตได้ด้วยคอมพิวเตอร์กราฟิก ช่วยเปิดกว้างความคิดสร้างสรรค์ให้นักการตลาดได้อย่างไร้ขีดจำกัด

ความแปลกใหม่ดึงดูดความสนใจ High Engagement

ในช่วงแรกของการเปิดตัว Virtual Influencer มักได้รับอัตราการมีส่วนร่วม (Engagement Rate) ที่สูงกว่าคนปกติถึง 3 เท่า เพราะความแปลกใหม่และความสงสัยของผู้คนว่า “นี่คนจริงหรือเปล่า” ความอยากรู้อยากเห็นนี้ช่วยดึงดูดสายตาและทำให้แบรนด์ดูทันสมัย ล้ำยุค และเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen Z ได้ง่ายขึ้น

ความท้าทายและข้อควรระวังก่อนตัดสินใจจ้าง

แม้จะมีข้อดีมากมาย แต่เหรียญย่อมมีสองด้าน การใช้ Virtual Influencer ก็มีความท้าทายที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ขาดความเชื่อมโยงทางอารมณ์ Human Touch

จุดอ่อนใหญ่ที่สุดของสิ่งไม่มีชีวิตคือการขาด “ความรู้สึก” แม้จะโปรแกรมให้แสดงสีหน้าเศร้าหรือดีใจได้ แต่ผู้บริโภคบางส่วนยังคงรู้สึกลึกๆ ว่ามันคือการแสดง (Fake) โดยเฉพาะการรีวิวสินค้าที่ต้องใช้สัมผัสจริง เช่น รสชาติอาหาร เนื้อสัมผัสของสกินแคร์ หรือความรู้สึกสบายของเครื่องนอน ซึ่งอินฟลูเอนเซอร์ที่เป็นมนุษย์จะให้ความน่าเชื่อถือและความจริงใจ (Authenticity) ในส่วนนี้ได้ดีกว่า

กับดัก Uncanny Valley ความสมจริงที่น่ากลัว

หากการสร้างโมเดล 3D ทำออกมาได้ไม่สมบูรณ์แบบ จะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Uncanny Valley คือความรู้สึกขนลุกหรือกระอักกระอ่วนเมื่อเห็นหุ่นยนต์ที่ “เกือบจะเหมือนคนแต่ไม่เหมือนทีเดียว” ซึ่งแทนที่จะดึงดูดลูกค้า อาจกลายเป็นทำให้ลูกค้ากลัวและหนีหายไปแทน

ต้นทุนการผลิตที่อาจสูงกว่าการจ้างคน

หลายคนเข้าใจผิดว่าใช้คอมพิวเตอร์ทำจะราคาถูก แต่ความจริงแล้วการสร้าง Virtual Influencer คุณภาพสูงระดับ 4K ต้องใช้ทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ทั้ง 3D Artist, Animator และทีมเขียนบท ซึ่งค่าใช้จ่ายในการผลิตคอนเทนต์แต่ละชิ้นอาจสูงกว่าการจ้าง Micro Influencer ทั่วไปเสียอีก โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้น

เปรียบเทียบความคุ้มค่า ระหว่างคนจริง กับ เสมือนจริง

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองมาดูตารางเปรียบเทียบในมุมมองของการบริหารจัดการครับ

  • ความเสี่ยงต่อข่าวฉาว: คนจริงมีความเสี่ยงสูง / เสมือนจริงความเสี่ยงเกือบเป็นศูนย์
  • ความยืดหยุ่นในการทำงาน: คนจริงมีข้อจำกัดเรื่องเวลาและสถานที่ / เสมือนจริงปรับเปลี่ยนได้อิสระ
  • ความน่าเชื่อถือในการรีวิว: คนจริงสูงกว่าในสินค้าที่เน้นประสบการณ์ / เสมือนจริงเหมาะกับสินค้าแฟชั่นและเทคโนโลยี
  • ความผูกพันกับแฟนคลับ: คนจริงสร้าง Emotional Bond ได้ลึกซึ้งกว่า / เสมือนจริงเน้นความตื่นเต้นและภาพลักษณ์
  • ค่าใช้จ่ายระยะยาว: คนจริงมีค่าตัวเพิ่มตามชื่อเสียง / เสมือนจริงลงทุนสูงช่วงแรกแต่คุ้มค่าในระยะยาวหากเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เอง

ธุรกิจประเภทไหนที่เหมาะกับ Virtual Influencer

ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่จะเหมาะกับกลยุทธ์นี้ ธุรกิจที่ได้รับประโยชน์สูงสุดมักเป็นกลุ่มที่เน้นภาพลักษณ์ (Visual-centric) และเทคโนโลยี

สินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์

นี่คือสนามเด็กเล่นหลักของ Virtual Influencer เพราะเสื้อผ้าสามารถสวมใส่บนโมเดล 3D ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ต้องกังวลเรื่องไซส์หรือความฟิตของหุ่น แบรนด์หรูระดับโลกจึงนิยมใช้เดินแบบหรือถ่าย Lookbook

สินค้าเทคโนโลยีและแกดเจ็ต

ความล้ำสมัยของตัวสินค้าสอดคล้องกับที่มาของ Virtual Influencer ทำให้การรีวิวมือถือ คอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ VR ดูสมเหตุสมผลและเสริมภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำนวัตกรรม

ธุรกิจเกมและ Metaverse

ไม่มีใครเหมาะสมไปกว่าตัวละครเสมือนจริงที่จะพาผู้บริโภคก้าวเข้าสู่โลก Metaverse การใช้ Virtual Influencer เป็นทูตของแบรนด์ในโลกเสมือนจึงเป็นการลงทุนที่ตรงจุดที่สุด

Virtual Influencer ไม่ใช่คู่แข่งที่จะมาแทนที่มนุษย์ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เป็น “ทางเลือกใหม่” ที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างทางการตลาด โดยเฉพาะในเรื่องของการบริหารความเสี่ยงและความคิดสร้างสรรค์ ความคุ้มค่าจึงขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของแคมเปญ

หากคุณต้องการสร้าง Brand Awareness ปรับภาพลักษณ์ให้ดูทันสมัย และต้องการความปลอดภัยของแบรนด์สูงสุด Virtual Influencer คือคำตอบที่คุ้มค่า แต่หากคุณต้องการยอดขายที่เกิดจากความไว้วางใจ การรีวิวที่เข้าถึงอารมณ์ และความสัมพันธ์ที่จับต้องได้ อินฟลูเอนเซอร์ที่เป็นมนุษย์ก็ยังคงเป็นตัวเลือกที่ทรงพลังกว่า พี่แว่นแนะนำว่าการผสมผสานทั้งสองรูปแบบ (Hybrid Strategy) จะช่วยให้แบรนด์ของคุณแข็งแกร่งที่สุดในยุคดิจิทัลครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *


ติดต่อ "แว่นTalk"