การใช้ Regex หรือ Regular Expressions กรองข้อมูลใน Search Console เพื่อวิเคราะห์ SEO ขั้นเทพ

นักการตลาดและคนทำเว็บไซต์ส่วนใหญ่คงคุ้นเคยกับการใช้งาน Google Search Console (GSC) กันเป็นอย่างดีในฐานะเครื่องมือพื้นฐานสำหรับดูผลประกอบการเว็บไซต์ แต่บ่อยครั้งที่เรามักจะเจอกับทางตันเมื่อต้องการวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อน เช่น อยากดู Keyword ที่เป็นประโยคคำถามทั้งหมด หรืออยากคัดกรองชื่อแบรนด์ที่มีการสะกดผิดหลายรูปแบบออกจากรายงาน ครั้นจะใช้ตัวกรองพื้นฐานอย่าง “Contains” (ประกอบด้วย) ก็ทำได้ทีละคำ หรือต้องเสียเวลา Export ข้อมูลออกมาทำใน Excel ซึ่งยุ่งยากและเสียเวลา

ปัญหานี้จะหมดไปหากคุณรู้จักการใช้งาน Regex หรือ Regular Expressions ครับ ซึ่งเปรียบเสมือนกุญแจดอกสำคัญที่ช่วยปลดล็อกความสามารถของ Search Console ให้ทำงานได้ฉลาดขึ้น ลึกขึ้น และแม่นยำขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาโปรแกรมภายนอก พี่แว่น อยากพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับภาษาคอมพิวเตอร์เล็กๆ น้อยๆ นี้ ที่จะเปลี่ยนให้คุณกลายเป็นนักวิเคราะห์ข้อมูล SEO ระดับมือโปรได้ภายในไม่กี่นาทีครับ

Regex คืออะไร ทำไมจึงเป็นอาวุธลับของนักทำ SEO

Regex (Regular Expressions) คือ ชุดอักขระรูปแบบพิเศษที่ใช้กำหนด “รูปแบบ” (Pattern) ในการค้นหาข้อความ แทนที่จะค้นหาแบบระบุคำตรงๆ (Exact Match) หรือค้นหาคำที่ประกอบอยู่ (Contains) เราสามารถสั่งให้ระบบค้นหาด้วยตรรกะที่ซับซ้อนได้ เช่น “ค้นหาคำที่ขึ้นต้นด้วย A และลงท้ายด้วย Z” หรือ “ค้นหาคำว่า ราคา หรือ ขาย หรือ ซื้อ ในครั้งเดียว”

ข้อจำกัดของตัวกรองปกติ

ใน Google Search Console แบบดั้งเดิม หากคุณต้องการดูข้อมูลของสินค้าที่มีคำว่า “ราคา”, “กี่บาท”, และ “เท่าไหร่” คุณต้องกดกรองทีละครั้ง จดตัวเลข แล้วนำมาบวกกันเอง หรือไม่ก็ต้อง Export ออกมาทำใน Spreadsheet แต่ด้วย Regex คุณสามารถใส่คำสั่งสั้นๆ เพียงบรรทัดเดียว ระบบจะดึงข้อมูลทั้งหมดออกมาแสดงพร้อมกันทันที ช่วยลดขั้นตอนการทำงาน (Workflow) และทำให้เราเห็น Insight ที่ซ่อนอยู่ได้รวดเร็วขึ้น

สัญลักษณ์พื้นฐานที่ต้องรู้ ก่อนเริ่มเขียนสูตร

ไม่ต้องตกใจว่าต้องเขียนโค้ดให้ยุ่งยากครับ สำหรับการใช้งานใน Search Console เราใช้สัญลักษณ์เพียงไม่กี่ตัวก็ครอบคลุมการใช้งานกว่า 90% แล้วครับ

  1. ขีดตั้ง | (Pipe): หมายถึง “หรือ” (OR) ใช้เมื่อต้องการค้นหาหลายคำพร้อมกัน
    • ตัวอย่าง: ราคา|บาท|โปรโมชั่น (ระบบจะหา Keyword ที่มีคำใดคำหนึ่งในนี้)
  2. หมวก ^ (Caret): หมายถึง “ขึ้นต้นด้วย” (Starts with)
    • ตัวอย่าง: ^วิธี (ระบบจะหา Keyword ที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “วิธี” เท่านั้น เช่น “วิธีทำแกงส้ม”)
  3. ดอลลาร์ $ (Dollar Sign): หมายถึง “ลงท้ายด้วย” (Ends with)
    • ตัวอย่าง: ไหม$ (ระบบจะหา Keyword ที่ลงท้ายด้วยคำว่า “ไหม” เช่น “ดีไหม”, “ได้ไหม”)
  4. จุด . (Dot): แทนตัวอักษรใดก็ได้ 1 ตัว
  5. ดอกจัน * (Asterisk): แทนตัวอักษรใดก็ได้ กี่ตัวก็ได้ (มักใช้คู่กับจุดเป็น .*)

กรอง Keyword ซับซ้อนด้วยตรรกะขั้นสูง เพื่อหา Intent ลูกค้า

หนึ่งในกลยุทธ์ SEO ที่ดีที่สุดคือการจับ Informational Intent หรือกลุ่มคนที่กำลังหาข้อมูลเพื่อแก้ปัญหา ซึ่งมักจะมาในรูปแบบของประโยคคำถาม การใช้ Regex ช่วยให้เรากวาด Keyword กลุ่มนี้ออกมาวิเคราะห์ได้ในคลิกเดียว

สูตรค้นหาประโยคคำถาม (Who, What, Where, Why, How)

หากเราต้องการรู้ว่า User มีข้อสงสัยอะไรเกี่ยวกับสินค้าของเราบ้าง ให้ใช้สูตรนี้ในช่อง Query > Custom (Regex):

ใคร|อะไร|ที่ไหน|ทำไม|อย่างไร|กี่|ไหม|คือ

ผลลัพธ์ที่ได้: Search Console จะแสดงเฉพาะ Keyword ที่เป็นคำถามทั้งหมด เช่น “รองเท้าวิ่งยี่ห้อไหนดี”, “ทำไมแอร์ไม่เย็น”, “ร้านอาหารใกล้ฉันคือที่ไหน” ข้อมูลนี้มีค่ามากในการนำไปเขียนบทความ Blog หรือทำหน้า FAQ เพื่อดักจับ Traffic คุณภาพเหล่านี้

แยก Brand vs Non Brand Keyword ออกจากกันได้อย่างแม่นยำ

ปัญหาโลกแตกของการวัดผล SEO คือยอด Traffic ที่เข้ามา ส่วนใหญ่มาจากคนรู้จักแบรนด์อยู่แล้ว (Brand Keyword) หรือมาจากคนที่ค้นหาด้วยคำทั่วไป (Non-Brand Keyword) การใช้ตัวกรอง “Does not contain” แบบปกติมักจะกรองออกไม่หมด เพราะลูกค้าอาจพิมพ์ชื่อแบรนด์ผิดๆ ถูกๆ

สูตรกรองชื่อแบรนด์และคำสะกดผิด

สมมติแบรนด์ของคุณชื่อ “Adidas” ลูกค้าอาจพิมพ์ว่า “adidas”, “adidasthailand”, “อดิดาส”, “อาดีดาส” หากต้องการดูเฉพาะ Non-Brand Traffic (เพื่อวัดผล SEO ที่แท้จริง) ให้เลือกตัวกรองเป็น Doesn’t match regex แล้วใส่สูตร:

adidas|adidass|อดิดาส|อาดีดาส|รองเท้าอดิดาส

ประโยชน์: คุณจะเห็น Performance ที่แท้จริงว่า หากตัดบุญเก่าจากชื่อเสียงของแบรนด์ออกไป เว็บไซต์ของคุณยังติดอันดับในคำค้นหาทั่วไป (Generic Keywords) ได้ดีแค่ไหน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จที่แท้จริงของการทำ SEO

ค้นหา Pattern ของ URL เพื่อตรวจสอบปัญหาราย Section

นอกจากใช้กรอง Keyword แล้ว Regex ยังใช้กรอง Page (URL) ได้ดีเยี่ยม โดยเฉพาะเว็บไซต์ E-commerce หรือเว็บข่าวที่มีหน้าเพจนับหมื่นหน้า

สูตรวิเคราะห์เฉพาะกลุ่มสินค้า (SKU Group)

สมมติโครงสร้างเว็บคุณเป็น domain.com/product/shoes/nike-air-max และคุณอยากดู Performance เฉพาะหมวด “รองเท้า” โดยไม่รวมหมวดเสื้อผ้า ให้เลือกตัวกรอง Page แล้วใส่สูตร:

^https://www.domain.com/product/shoes/.*

หรือถ้าต้องการดูเฉพาะ URL ที่มีความผิดปกติ เช่น URL ที่มี Parameter แปลกๆ ติดมา ซึ่งอาจเกิดจากปัญหาระบบ ให้ลองใช้สูตรดักจับ Character พิเศษดู จะช่วยให้ทีม Technical SEO เจอหน้าที่มีปัญหา (Zombie Pages) ได้เร็วขึ้น

ช่วยวิเคราะห์ Long tail Keyword ที่มีโครงสร้างคล้ายกัน

Long-tail Keyword มักจะมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน (Pattern Matching) เช่น การค้นหา สินค้า + สี หรือ สินค้า + ขนาด การใช้ Regex ช่วยให้เราจัดกลุ่มคำเหล่านี้เพื่อดูแนวโน้มความต้องการของตลาดได้

สูตรหาสินค้าเจาะจงคุณลักษณะ

สมมติคุณขายเสื้อยืด และอยากรู้ว่าคนค้นหาเสื้อ “สี” อะไรมากที่สุด หรือค้นหา “ไซซ์” อะไร ลองใช้สูตร:

เสื้อยืด.*(สีดำ|สีขาว|สีแดง)

เครื่องหมาย .* ตรงกลาง จะช่วยเชื่อมคำว่า “เสื้อยืด” กับ “สี…” เข้าด้วยกัน ไม่ว่าตรงกลางจะมีคำขยายอื่นแทรกอยู่หรือไม่ (เช่น “เสื้อยืดคอกลมสีดำ”) ข้อมูลนี้จะช่วยให้คุณวางแผนสต็อกสินค้าได้แม่นยำขึ้น หรือนำไปยิงโฆษณาได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

ประหยัดเวลาทำงาน ไม่ต้อง Export ข้อมูลไปทำข้างนอก

ความคุ้มค่าที่สุดของการใช้ Regex คือ Time Management ครับ ในอดีต หากเจ้านายขอข้อมูลว่า “ขอสรุปยอดคลิกของสินค้าตระกูล iPhone ทั้งหมด (13, 14, 15) ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ มาให้หน่อย”

  • วิธีเดิม: Export ข้อมูล 1,000 แถว > เปิด Excel > ใช้ Filter > คัดแยกทีละคำ > Sum ยอดรวม (ใช้เวลา 20 นาที)
  • วิธี Regex: พิมพ์ iphone|ไอโฟน ใน GSC (ใช้เวลา 30 วินาที)

คุณจะเห็นตัวเลข Total Clicks, Impressions และ Average Position ของกลุ่มคำนี้ทันทีบนหน้า Dashboard สามารถแคปหน้าจอส่งรายงานได้เลย ลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน เพื่อเอาเวลาไปวิเคราะห์กลยุทธ์ (Strategy) ที่สำคัญกว่า

การใช้ Regex ใน Google Search Console อาจดูเหมือนเรื่องเทคนิคที่ซับซ้อนในตอนแรก แต่หากคุณลองเปิดใจเรียนรู้สัญลักษณ์พื้นฐานเพียงไม่กี่ตัว คุณจะพบว่ามันคือเครื่องมือทุ่นแรงที่ทรงพลังที่สุดสำหรับนักการตลาดสาย Data

มันช่วยให้คุณขุดเจาะลงไปในภูเขาน้ำแข็งของข้อมูล เพื่อค้นหา Insight ที่คู่แข่งมองไม่เห็น ช่วยแยกแยะประเภทของ Traffic ได้อย่างชัดเจน และช่วยประหยัดเวลาการทำรายงานได้อย่างมหาศาล พี่แว่นแนะนำว่า ให้ลองเริ่มต้นจากสูตรง่ายๆ อย่างการใช้เครื่องหมาย | (หรือ) เพื่อรวมคำค้นหาที่เกี่ยวข้องกันดูก่อน แล้วค่อยๆ ขยับไปใช้สูตรที่ซับซ้อนขึ้น เชื่อเถอะครับว่า สกิลนี้จะทำให้คุณดูเป็นมืออาชีพขึ้นในสายตาลูกค้าและเจ้านายอย่างแน่นอนครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *


ติดต่อ "แว่นTalk"