Turing Test คืออะไร? วัดความฉลาดของ AI ได้ยังไง

สวัสดีค่ะ เคยไหมคะที่บางครั้งเรานั่งพิมพ์ข้อความคุยกับระบบตอบโต้อัตโนมัติ หรือปัญญาประดิษฐ์ยุคใหม่ แล้วเผลอมีความรู้สึกแวบหนึ่งเข้ามาในใจว่า “เอ๊ะ ที่ตอบมานี่คนหรือเปล่านะ” ทำไมประโยคนั้นถึงดูเข้าอกเข้าใจเราจัง หรือทำไมมุกตลกนั้นถึงได้แนบเนียนขนาดนี้

ความรู้สึกกึ่งเชื่อกึ่งสงสัยตรงนี้แหละค่ะ คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวสุดคลาสสิกในโลกเทคโนโลยีที่มีชื่อว่า การทดสอบทัวริง หรือ Turing Test

จุดเริ่มต้นจากคำถามในเชิงวิทยาศาสตร์

ย้อนกลับไปเมื่อปีพุทธศักราช 2493 สมัยที่คอมพิวเตอร์ยังเป็นเครื่องจักรขนาดใหญ่เท่ายักษ์ มีชายหนุ่มอัจฉริยะคนหนึ่งชื่อ อลัน ทัวริง เขาไม่ได้ตั้งโจทย์คณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนจนปวดหัว แต่เขาตั้งคำถามที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้งขึ้นมาว่า

“ถ้าเครื่องจักรสามารถทำให้เราเชื่อจนสนิทใจว่าเป็นมนุษย์ จะนับว่าเครื่องจักรนั้นคิดเป็นแล้วหรือยัง”

เกมเลียนแบบหรือการทดสอบทัวริงนั่นเองค่ะ มันไม่ใช่การผ่าเครื่องจักรดูวงจรข้างใน แต่มันคือการวัดสุนทรียะในการสื่อสารล้วน ๆ ลองจินตนาการว่าเราอยู่ในห้องทดสอบดูนะคะ

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองนึกภาพตามนะคะ สมมติว่าคุณคือกรรมการที่นั่งอยู่ในห้องห้องหนึ่ง คุณไม่เห็นใครเลย มีเพียงหน้าจอคอมพิวเตอร์ตรงหน้า

หน้าที่ของคุณคือ พิมพ์คำถามอะไรก็ได้ส่งไปหาผู้เล่นอีกสองคน ซึ่งแยกกันอยู่อีกคนละห้อง

  • ห้องแรก คือ มนุษย์ตัวจริง
  • ห้องอีกห้อง คือ ปัญญาประดิษฐ์ ที่พยายามสุดชีวิตที่จะทำตัวให้เนียนเป็นคน

คุณคุยกับเขาทั้งผ่านตัวหนังสือ ถามเรื่องดินฟ้าอากาศ ถามเรื่องความรัก หรือชวนคุยเรื่องตลก หากคุยกันไปสักพักแล้วคุณ ไม่สามารถฟันธงได้ ว่าใครกันแน่ที่เป็นคน ใครกันแน่ที่เป็นคอมพิวเตอร์ วินาทีนั้นแหละค่ะ คือวินาทีประวัติศาสตร์ที่ปัญญาประดิษฐ์ตัวนั้นได้ สอบผ่าน การทดสอบทัวริง เรียบร้อยแล้ว

ทำไมต้องวัดกันที่ตัวหนังสือ ไม่ดูหน้าตา

ความน่ารักของแนวคิดนี้คือ คุณอลัน ทัวริง ท่านตัดเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกออกไปจนหมดค่ะ ท่านมองว่าความฉลาดที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่ว่าเสียงเพราะเหมือนคนไหม หรือหน้าตาเป็นหุ่นยนต์หรือเปล่า แต่อยู่ที่ความคิดและการใช้ภาษาที่สามารถสื่อสารอารมณ์ความรู้สึกได้ต่างหาก

โลกยุคปัจจุบัน ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI สอบผ่านหรือยัง

เรื่องนี้น่าสนใจมากค่ะ ถ้าเรามองในมุมของความเนียน ปัญญาประดิษฐ์ในปัจจุบันเก่งขึ้นมากจนน่าตกใจ มันสามารถแต่งกลอน เขียนนิยาย หรือแม้แต่ให้คำปรึกษาปัญหาหัวใจได้ จนบางครั้งเราเองก็แยกไม่ออก

แต่ในมุมของนักวิชาการหลายท่าน ก็ยังมองว่านี่อาจเป็นเพียง ภาพลวงตาที่แนบเนียน เพราะปัญญาประดิษฐ์อาจจะแค่เก่งในเรื่องการคำนวณความน่าจะเป็นของคำถัดไป โดยที่ไม่ได้ “รู้สึก” หรือ “เข้าใจ” ความหมายของความรัก ความเศร้า หรือความสุขที่พิมพ์ออกมาจริงๆ

Turing Test จึงเปรียบเสมือนหมุดหมายสำคัญที่เตือนใจเราเสมอว่า เทคโนโลยีไม่ได้มีเป้าหมายแค่ความเร็วในการประมวลผล แต่ปลายทางสูงสุดอาจเป็นการที่สิ่งไม่มีชีวิต สามารถเรียนรู้ที่จะเข้าใจและอยู่ร่วมกับมนุษย์อย่างเราได้อย่างกลมกลืนที่สุด

ไม่ว่าวันข้างหน้าปัญญาประดิษฐ์จะฉลาดขึ้นแค่ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่เราเชื่อว่ายังเป็นเสน่ห์ของมนุษย์ คือความไม่สมบูรณ์แบบและอารมณ์ที่คาดเดาไม่ได้ ซึ่งนั่นอาจเป็นสิ่งที่เลียนแบบได้ยากที่สุดก็ได้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *


ติดต่อ "แว่นTalk"