CPM การจ่ายเงินต่อการแสดงผล 1,000 ครั้ง เหมาะกับแคมเปญแบบไหน

CPM การจ่ายเงินต่อการแสดงผล 1,000 ครั้ง เหมาะกับแคมเปญแบบไหน

เมื่อพูดถึงการลงโฆษณา Google Ads หรือแพลตฟอร์มออนไลน์อื่นๆ คนส่วนใหญ่มักจะคุ้นเคยกับการจ่ายเงินเมื่อมีคนคลิก แต่ในโลกของการตลาดออนไลน์ ยังมีอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ CPM

สำหรับเจ้าของธุรกิจหรือนักการตลาดที่ต้องการขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น หรือต้องการให้คนจดจำแบรนด์ได้ การเข้าใจโมเดลการจ่ายเงินแบบ CPM คือกุญแจดอกสำคัญที่จะช่วยให้คุณบริหารงบประมาณได้อย่างคุ้มค่า วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่า CPM คืออะไร และทำไมมันถึงเป็นตัวเลือกแรกของแบรนด์ใหญ่ทั่วโลก

CPM คืออะไรในระบบโฆษณาออนไลน์

CPM คืออะไรในระบบโฆษณาออนไลน์

CPM ย่อมาจาก Cost Per Mille คำว่า Mille ในภาษาละตินแปลว่าพัน  ดังนั้นความหมายโดยรวมของ CPM ก็คือ ราคาต่อการแสดงผล 1,000 ครั้ง

ความหมายของ CPM แบบเข้าใจง่าย

ลองนึกภาพการเช่าป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ใจกลางสยามดูนะคะ เจ้าของป้ายเขาไม่ได้คิดเงินคุณตามจำนวนคนที่เงยหน้ามองแล้วเดินเข้าร้าน แต่เขาคิดเงินจากการประเมินว่า  ในแต่ละวันมีคนเดินผ่านป้ายนี้กี่คน 

CPM ในโลกออนไลน์ก็ทำงานคล้ายกันค่ะ คุณจ่ายเงินเพื่อให้ Google หรือเว็บไซต์พันธมิตรนำป้ายโฆษณา (แบนเนอร์) หรือวิดีโอของคุณไปแปะไว้ในที่ที่มีคนพลุกพล่าน โดยระบบจะนับยอดวิวให้ครบ 1,000 ครั้ง แล้วค่อยคิดเงินคุณ 1 รอบ ไม่ว่าคนคนนั้นจะสนใจกดคลิกหรือไม่ก็ตาม

CPM ต่างจาก CPC และ CPA อย่างไร

เพื่อไม่ให้สับสน ขอเปรียบเทียบความแตกต่างให้เห็นภาพชัดเจนดังนี้ค่ะ

  • CPC (Cost Per Click): จ่ายเมื่อมีคน  คลิก  เหมาะกับการหาคนเข้าเว็บไซต์
  • CPA (Cost Per Action): จ่ายเมื่อเกิด  ผลลัพธ์  เช่น การสั่งซื้อ หรือสมัครสมาชิก เหมาะกับแคมเปญเน้นยอดขาย
  • CPM (Cost Per Mille): จ่ายเมื่อมีคน  เห็น  เหมาะกับการป่าวประกาศให้โลกรู้ว่ามีแบรนด์เราอยู่
หลักการทำงานของ CPM ใน Google Ads

หลักการทำงานของ CPM ใน Google Ads

ในระบบ Google Ads การใช้งาน CPM มักจะนิยมใช้กับเครือข่ายดิสเพลย์ (Google Display Network) และ YouTube เป็นหลัก เพราะเป็นพื้นที่ที่เน้นการนำเสนอด้วยภาพและวิดีโอ ซึ่งดึงดูดสายตาได้ดีกว่าข้อความ

การคิดค่าใช้จ่ายต่อ 1,000 การแสดงผล

สูตรการคำนวณนั้นตรงไปตรงมามากค่ะ สูตร: (งบประมาณทั้งหมด ÷ จำนวนการแสดงผล) x 1,000 = CPM

ตัวอย่างเช่น : หากคุณตั้งงบประมาณไว้ว่า ยอมจ่ายสูงสุด 50 บาท ต่อการโฆษณา 1,000 ครั้ง เมื่อโฆษณาของคุณแสดงครบ 10,000 ครั้ง คุณจะเสียเงินเพียง 500 บาทเท่านั้น (วิธีคิด: 10,000 หาร 1,000 เท่ากับ 10 หน่วย, เอา 10 คูณ 50 บาท เท่ากับ 500 บาท)

ตำแหน่งโฆษณาและผลต่อ CPM

ราคาของ CPM ไม่ได้เท่ากันทุกที่ค่ะ มันขึ้นอยู่กับ  ทำเล  ของเว็บไซต์ที่คุณไปโฆษณาด้วย

  • ถ้าโฆษณาไปโผล่ในเว็บไซต์ข่าวชื่อดังที่มีคนเข้าหลักล้าน ราคา CPM ย่อมสูงกว่าเว็บไซต์ทั่วไป
  • ถ้าเจาะจงกลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงมาก หรือมีการแข่งขันแย่งชิงพื้นที่โฆษณาสูง ราคาก็จะดีดตัวขึ้นตามกลไกการประมูล

หมายเหตุ: ราคา CPM อาจเริ่มต้นตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักร้อยบาท ขึ้นอยู่กับคุณภาพของกลุ่มเป้าหมายและตำแหน่งที่โฆษณาแสดงผล ราคาดังกล่าวเป็นเพียงการประมาณการเพื่อให้เห็นภาพเท่านั้น ไม่สามารถใช้ในการอ้างอิงได้โดยตรง

แคมเปญแบบไหนเหมาะกับการใช้ CPM

แคมเปญแบบไหนเหมาะกับการใช้ CPM

จากประสบการณ์ที่ดูแลลูกค้ามาหลายกลุ่ม CPM ไม่ใช่ยาวิเศษที่รักษาได้ทุกโรค แต่มันเหมาะมากกับวัตถุประสงค์เฉพาะทาง

แคมเปญสร้างการรับรู้แบรนด์

หากคุณต้องการให้คนรู้จักชื่อแบรนด์ของคุณ ให้คนเห็นโลโก้ผ่านตาบ่อยๆ จนจำได้ (Brand Awareness) CPM คือคำตอบที่ดีที่สุด เพราะคุณสามารถกวาดสายตาคนจำนวนมหาศาลได้ในงบประมาณที่ควบคุมได้ ถูกกว่าการจ่ายรายคลิกแน่นอนในแง่ของจำนวนคนเห็น

แคมเปญเปิดตัวสินค้า หรือบริการใหม่

สมมติว่าคุณเพิ่งออก  เครื่องดื่มรสชาติใหม่  ที่คนยังไม่รู้จัก และไม่มีใครค้นหาชื่อนี้ใน Google แน่นอน หน้าที่ของคุณคือต้องเอาภาพสินค้าไปกระแทกตาคนให้ได้มากที่สุด เพื่อกระตุ้นความอยากรู้ การใช้ CPM จึงตอบโจทย์มากในช่วงเปิดตัว

แคมเปญที่เน้นการมองเห็นมากกว่าการคลิก

บางครั้งเราอาจแค่อยากแจ้งข่าวสาร เช่น  สาขาใหม่เปิดแล้ว  หรือ  โปรโมชั่นวันสุดท้าย  โดยไม่ได้คาดหวังให้คนต้องคลิกเข้ามาซื้อออนไลน์ทันที แค่ให้เขารับรู้ข้อมูลก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายแล้ว

CPM ไม่เหมาะกับแคมเปญแบบไหน

เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ CPM ก็มีข้อควรระวังที่คุณต้องรู้ก่อนตัดสินใจใช้

แคมเปญที่ต้องการยอดขายทันที

ถ้าคุณมีงบจำกัดและต้องการให้ทุกบาทที่จ่ายไปแลกกลับมาเป็นยอดขายทันที CPM อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก เพราะคุณจะต้องจ่ายเงินไปกับการแสดงผลให้คนที่อาจจะแค่  เห็นผ่านๆ  แต่ไม่คิดจะซื้อ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนต่อการขายจริงสูงเกินรับไหว

แคมเปญที่ต้องการวัดผลจากคลิกหรือ Conversion

หากเป้าหมายของคุณคือยอดคนลงทะเบียน หรือยอดดาวน์โหลดแอป CPM จะทำให้คุณวัดความคุ้มค่าได้ยาก เพราะระบบจะโฟกัสที่การนำส่งโฆษณาให้แสดงผลเยอะที่สุด ไม่ได้สนใจว่าจะนำส่งให้คนที่  มีแนวโน้มจะคลิก  เหมือนระบบ CPC

อ่านค่า CPM ให้ถูกบริบท

อ่านค่า CPM ให้ถูกบริบท

ตัวเลข CPM ในรายงานบอกอะไรได้มากกว่าแค่ราคาที่เราจ่ายไปค่ะ

CPM สูงหรือต่ำ บอกอะไรได้บ้าง

  • CPM ต่ำ: อาจแปลว่าคุณเข้าถึงคนจำนวนมากในราคาถูก แต่อาจเป็นกลุ่มคนที่กว้างเกินไป หรือเว็บไซต์ที่ไปแสดงผลอาจไม่ได้คุณภาพมากนัก
  • CPM สูง: อาจแปลว่าคุณกำลังแข่งขันในตลาดที่ดุเดือด หรือคุณเลือกกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำและพรีเมียมมาก คู่แข่งจึงแย่งกันลงโฆษณาตรงนั้น

CPM ควรดูควบคู่กับตัวชี้วัดใด

อย่าดู CPM โดดๆ ค่ะ ควรดูคู่กับ Reach (จำนวนคนที่เข้าถึง) และ Frequency (ความถี่ในการเห็น) ถ้า CPM ถูก แต่ Frequency สูงปรี๊ด (คนเดิมเห็นซ้ำ 20 รอบ) แบบนี้ก็ไม่ดี เพราะลูกค้าจะรำคาญ ควรคุมความถี่ให้เหมาะสมเพื่อให้งบประมาณกระจายไปหาคนใหม่ๆ บ้าง

CPM ในมุมของนักวิเคราะห์ Google Ads

CPM ที่เพิ่มสูงขึ้นในแต่ละปี เป็นสัญญาณบอกว่าพื้นที่โฆษณาออนไลน์เริ่มแน่นขนัดมากขึ้น แบรนด์ต่างๆ ต้องจ่ายแพงขึ้นเพื่อแย่งชิงความสนใจเท่าเดิม ดังนั้นหน้าที่ของเราคือต้องทำชิ้นงานโฆษณา (Creative) ให้โดดเด่นที่สุด เพื่อให้คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปทุกบาท

  • อยากให้คนเห็นเยอะๆ ใช้ CPM
  • อยากให้คนคลิกเข้าเว็บ ใช้ CPC
  • อยากได้ยอดขาย ใช้ CPA

การเริ่มต้นด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง จะช่วยให้คุณไม่เสียเงินเปล่าและสามารถใช้ CPM เป็นอาวุธสำคัญในการสร้างแบรนด์ให้เติบโตได้อย่างมั่นคงค่ะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *


ติดต่อ "แว่นTalk"