AI จะมาแทนที่นักการตลาดจริงไหม ทักษะอะไรที่ AI ยังทำไม่ได้

ตั้งแต่การเปิดตัวของ ChatGPT และเครื่องมือ Generative AI ต่างๆ กระแสความตื่นตัวปนความกังวลก็แผ่ขยายไปทั่ววงการการตลาด คำถามที่ พี่แว่น ได้ยินบ่อยที่สุดในช่วงปีที่ผ่านมาคงหนีไม่พ้น “AI จะมาแย่งงานเราไหม” หรือ “นักการตลาดจะตกงานกันหมดหรือเปล่า”

ต้องยอมรับครับว่า AI เข้ามาเปลี่ยนภูมิทัศน์ของการทำงานไปอย่างสิ้นเชิง งานบางอย่างที่เคยใช้เวลาทำเป็นวัน ตอนนี้ AI ทำเสร็จในไม่กี่วินาที แต่คำถามสำคัญคือ “ความเร็ว” เท่ากับ “ความสำเร็จ” จริงหรือเปล่า วันนี้เราจะมาหาคำตอบกันครับว่า AI จะมาแทนที่มนุษย์ได้จริงหรือไม่ และทักษะไม้ตายอะไรบ้างที่ยังไง AI ก็ยังเลียนแบบนักการตลาดที่เป็นมนุษย์ไม่ได้ครับ

สถานการณ์จริง AI คือผู้ช่วยหรือเพชฌฆาต

ก่อนอื่นต้องปรับความเข้าใจให้ตรงกันก่อนครับว่า AI ในปัจจุบันยังเป็นเพียง “Narrow AI” หรือปัญญาประดิษฐ์ที่เก่งเฉพาะเรื่องตามข้อมูลที่ถูกป้อนเข้าไป มันเก่งมากในเรื่องการประมวลผลข้อมูลมหาศาล (Data Processing), การทำงานซ้ำๆ (Automation), หรือการสร้างชิ้นงานตามคำสั่ง (Generative Task)

ดังนั้น หากงานของคุณคืองานรูทีน เช่น การก็อปปี้ข้อมูลลง Excel, การเขียนแคปชั่นขายของแบบเดิมๆ, หรือการตอบคำถามลูกค้าด้วยสคริปต์ซ้ำๆ งานเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงมากที่จะถูก AI ทำแทนครับ

แต่ถ้างานของคุณเกี่ยวข้องกับการ “ตัดสินใจ” การ “สร้างสรรค์สิ่งใหม่” และการ “เข้าใจมนุษย์” AI จะเปลี่ยนสถานะจากเพชฌฆาต มาเป็น “ผู้ช่วยมือขวา” (Co-pilot) ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมาแทนครับ

ทักษะที่ AI ยังทำไม่ได้และเป็นจุดแข็งของมนุษย์

แม้ AI จะฉลาดล้ำแค่ไหน แต่ก็ยังมีกำแพงทักษะบางอย่างที่เกิดจากความซับซ้อนของจิตใจและสังคมมนุษย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่นักการตลาดต้องรีบยึดครองไว้ให้มั่น

1. Empathy ความเข้าอกเข้าใจเพื่อนมนุษย์

AI ไม่มีหัวใจ ไม่มีความรู้สึก และไม่เคยมีประสบการณ์การใช้ชีวิต มันไม่รู้ว่าความเจ็บปวดจากการอกหักเป็นอย่างไร ความสุขตอนได้ของขวัญชิ้นแรกเป็นแบบไหน หรือความกังวลของคนเป็นพ่อแม่คืออะไร

การตลาดที่ประสบความสำเร็จไม่ได้เกิดจากแค่ตรรกะที่ถูกต้อง แต่เกิดจากการสัมผัสใจคน (Touch Heart) การเข้าใจ Insight ที่ลึกซึ้ง (Emotional Insight) ว่าทำไมลูกค้าถึงรู้สึกแบบนี้ ทำไมเขาถึงลังเล หรืออะไรคือ Pain Point ที่แท้จริงที่เขาไม่กล้าพูดออกมา ทักษะในการ “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” นี้คือสิ่งที่ AI ยังห่างไกลจากมนุษย์มากครับ

2. Strategic Thinking การคิดเชิงกลยุทธ์และบริบท

AI เก่งในการให้คำตอบ (How) แต่ไม่เก่งในการตั้งคำถาม (Why) และการกำหนดทิศทาง (What) ครับ AI สามารถเขียนแผนการตลาดให้คุณได้ถ้าระบุโจทย์ชัดเจน แต่มันไม่สามารถวิเคราะห์บริบทที่ซับซ้อนได้เอง เช่น สถานการณ์การเมืองภายในบริษัท, วัฒนธรรมองค์กร, หรือกระแสสังคมที่ละเอียดอ่อนมากๆ

นักการตลาดต้องเป็นผู้วางหมาก (Strategist) ที่มองเห็นภาพใหญ่ รู้ว่าจะเชื่อมโยงจุดต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างไร และตัดสินใจว่าควรเดินเกมรุกหรือรับในจังหวะไหน โดยพิจารณาจากปัจจัยรอบด้านที่ไม่ใช่แค่ตัวเลขในรายงาน

3. Original Creativity ความคิดสร้างสรรค์ที่ริเริ่มใหม่

หลายคนอาจเถียงว่า AI วาดรูปสวยกว่าคน หรือเขียนบทความได้เร็วกว่า แต่จริงๆ แล้ว AI ทำงานโดยการ “ประมวลผลและดัดแปลงจากข้อมูลที่มีอยู่เดิม” (Remix) ครับ มันไม่สามารถคิดค้นสิ่งที่ “ใหม่ถอดด้าม” (Zero to One) ได้จริงๆ

ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์เกิดจากการเชื่อมโยงประสบการณ์ที่หลากหลาย ความทรงจำ และจินตนาการที่ไร้ขอบเขต การสร้างแคมเปญที่ฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ, การเล่าเรื่อง (Storytelling) ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว, หรือการใส่อารมณ์ขันที่เสียดสีสังคมได้อย่างแยบยล ยังคงเป็นศิลปะที่มนุษย์ทำได้ดีที่สุดครับ

4. Ethical Judgment วิจารณญาณทางจริยธรรม

AI ไม่มีศีลธรรมประจำใจ มันทำตามชุดคำสั่งและข้อมูลที่เรียนรู้มา ซึ่งบางครั้งอาจมีอคติ (Bias) หรือข้อมูลที่ผิดพลาดแฝงอยู่ การตัดสินใจเรื่องละเอียดอ่อน เช่น การทำโฆษณาที่ไม่เหยียดเพศ, การสื่อสารในภาวะวิกฤต (Crisis Management), หรือการเลือกทำสิ่งที่ถูกต้องแม้จะขัดกับผลกำไรระยะสั้น ต้องใช้วิจารณญาณของมนุษย์ในการชั่งน้ำหนักระหว่าง “ความคุ้มค่า” กับ “ความถูกต้อง” ครับ

5. Relationship Building การสร้างความสัมพันธ์

ธุรกิจขับเคลื่อนด้วยความไว้วางใจ (Trust) ครับ การปิดดีลใหญ่ๆ, การเจรจาต่อรองกับพาร์ทเนอร์, หรือการบริหารทีมงาน ล้วนต้องการทักษะทางสังคม (Soft Skills) การสบตา, น้ำเสียงที่จริงใจ, การจับมือ, หรือการพูดคุยสัพเพเหระเพื่อละลายพฤติกรรม เป็นสิ่งที่หุ่นยนต์ไม่สามารถทดแทนได้ การสร้าง Connection ที่ลึกซึ้งยังไงก็ต้องใช้คนคุยกับคนครับ

ทางรอดของนักการตลาดในยุค AI

สรุปแล้ว AI ไม่ได้มาแทนที่ “นักการตลาด” ครับ แต่ “นักการตลาดที่ใช้ AI เป็น” จะมาแทนที่ “นักการตลาดที่ไม่ยอมใช้ AI” ต่างหาก

สิ่งที่ควรทำในตอนนี้ไม่ใช่การวิ่งหนีหรือต่อต้าน แต่คือการปรับตัวสู่การเป็น AI-Augmented Marketer หรือนักการตลาดลูกผสม

  1. โยนงานกรรมกรให้ AI งานหาข้อมูล, สรุปประชุม, คิดแคปชั่นเบื้องต้น, หรือทำกราฟิกง่ายๆ ให้ AI ทำไปครับ
  2. เอาเวลาไปโฟกัสงานคุณค่าสูง ใช้เวลาที่เหลือไปกับการคุยกับลูกค้า, การวางกลยุทธ์, การคิดไอเดียใหม่ๆ และการพัฒนาตัวเอง
  3. ฝึกทักษะการสั่งงาน (Prompt Engineering) เรียนรู้วิธีคุยกับ AI ให้รู้เรื่อง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการที่สุด

AI เปรียบเสมือนรถสปอร์ตคันแรงครับ ถ้าขับเป็น มันจะพาคุณไปถึงเป้าหมายได้เร็วกว่าใคร แต่ถ้าขับไม่เป็น หรือไม่กล้าขึ้นขับ คุณก็จะต้องวิ่งตามหลังคนที่ขับเป็นไปตลอดกาล

อนาคตของการตลาดไม่ใช่สงครามระหว่าง คน กับ AI แต่เป็นการทำงานร่วมกัน (Collaboration) ที่คนทำหน้าที่เป็นผู้กำกับ (Director) และให้ AI เป็นทีมงานเบื้องหลัง (Production) พี่แว่นเชื่อมั่นว่าตราบใดที่เรายังไม่หยุดเรียนรู้และยังรักษา “ความเป็นมนุษย์” ไว้ได้ เราไม่มีวันตกงานแน่นอนครับ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ AI Marketing

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *


ติดต่อ "แว่นTalk"