Toys “R” Us จุดจบของราชาของเล่น เมื่อแบกหนี้เกินตัวและปรับตัวช้ากว่า Amazon
การล่มสลายของอาณาจักรของเล่นที่ยิ่งใหญ่อย่าง Toys “R” Us กลายเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าเศร้าที่สุดในประวัติศาสตร์ค้าปลีก หลายคนอาจจดจำภาพของเจฟฟรีย์ ยีราฟสีเหลืองตัวสูงที่เป็นตัวแทนของความสุขในวัยเด็ก แต่ในโลกธุรกิจเบื้องหลังหน้ากากแห่งรอยยิ้มนั้นกลับเต็มไปด้วยตัวเลขหนี้สินมหาศาลและการตัดสินใจที่ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า บทความนี้พี่แว่นรวบรวมข้อมูลเชิงลึกมาวิเคราะห์ให้เห็นว่าทำไมแบรนด์ที่มีมูลค่ามหาศาลและครองใจคนทั้งโลกมานานหลายทศวรรษ ถึงต้องเดินมาถึงทางตันในวันที่สมรภูมิการค้าเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงครับ ภาระหนี้สินมหาศาลที่เป็นโซ่ตรวนรั้งการเติบโตของธุรกิจ จุดเริ่มต้นของจุดจบไม่ได้เกิดขึ้นจากยอดขายที่ลดลงเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากโครงสร้างทางการเงินที่ผิดพลาดมาตั้งแต่ต้นปี 2005 เมื่อมีการซื้อกิจการแบบ Leveraged Buyout (LBO) ซึ่งเป็นการกู้เงินมหาศาลมาเพื่อซื้อบริษัท โดยใช้สินทรัพย์ของบริษัทที่ถูกซื้อนั่นเองเป็นตัวค้ำประกัน หนี้สินจากการควบรวมกิจการที่เกินตัว การกู้เงินกว่า 6.6 พันล้านดอลลาร์เพื่อนำบริษัทออกจากตลาดหลักทรัพย์ กลายเป็นภาระหนักที่ Toys “R” Us ต้องแบกรับ บริษัทต้องจ่ายดอกเบี้ยปีละหลายร้อยล้านดอลลาร์ แทนที่จะนำกำไรที่ได้ไปพัฒนาระบบหลังบ้านหรือปรับปรุงหน้าร้านให้ทันสมัย กำไรเกือบทั้งหมดกลับต้องถูกส่งไปชำระหนี้สินที่ไม่ได้เกิดจากการขยายกิจการเพื่ออนาคต แต่เป็นหนี้จากการเปลี่ยนเจ้าของครับ การสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน เมื่อเงินทุนหมุนเวียนถูกใช้ไปกับการใช้หนี้ งบประมาณสำหรับการทำวิจัยและพัฒนา (R&D) รวมถึงการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ จึงถูกตัดทิ้ง ในขณะที่คู่แข่งอย่าง Walmart หรือ Amazon กำลังทุ่มงบมหาศาลเพื่อพัฒนาระบบจัดส่งและอัลกอริทึมการแนะนำสินค้า Toys “R” Us กลับทำได้เพียงประคองตัวไปวันๆ ซึ่งนี่คือจุดเริ่มของความเหลื่อมล้ำทางธุรกิจที่ชัดเจนที่สุดครับ การมองข้ามพลังของอีคอมเมิร์ซและความผิดพลาดในการเป็นพันธมิตรกับ Amazon ในช่วงที่อินเทอร์เน็ตเริ่มเข้ามามีบทบาทต่อการช้อปปิ้ง Toys “R” Us ตัดสินใจก้าวเดินในเส้นทางที่ดูเหมือนจะปลอดภัยแต่กลับเป็นกับดักที่ทำลายตัวเองในระยะยาว นั่นคือการฝากความหวังทั้งหมดไว้กับแพลตฟอร์มอื่น สัญญาผูกมัด 10 ปีที่กลายเป็นดาบสองคม ในปี 2000 Toys “R” Us ได้เซ็นสัญญากับ Amazon เพื่อเป็นผู้จำหน่ายของเล่นเพียงรายเดียวบนเว็บไซต์ของ Amazon แลกกับการที่ Toys “R” Us จะไม่ทำเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของตัวเอง ในตอนแรกมันดูเหมือนเป็นทางลัดสู่โลกออนไลน์ แต่เมื่อเวลาผ่านไป Amazon เริ่มให้ผู้ขายรายอื่นเข้ามาขายสินค้าในหมวดหมู่เดียวกัน ทำให้สัญญาดังกล่าวกลายเป็นข้อพิพาททางกฎหมาย การปรับตัวสู่โลกออนไลน์ที่ช้าเกินกาลเวลา กว่าที่ Toys “R” Us จะเริ่มสร้างแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่แข็งแรงของตัวเองได้ เวลาก็ล่วงเลยไปนานเกินไปแล้ว ลูกค้าส่วนใหญ่เริ่มคุ้นเคยกับการสั่งซื้อผ่านแพลตฟอร์มที่สะดวกรวดเร็วและมีราคาที่ถูกกว่า การมองว่าตัวเองเป็นเพียงร้านค้าปลีก (Retailer) โดยไม่เห็นความสำคัญของการเป็นแพลตฟอร์ม (Platform) ทำให้พวกเขาเสียฐานข้อมูลลูกค้าที่สำคัญที่สุดไปอย่างน่าเสียดายครับ เมื่อร้านค้าปลีกไม่ได้เป็นมากกว่าที่วางขายสินค้า สิ่งที่ทำให้ Toys “R”…
