Victoria’s Secret เมื่อเซ็กซี่แบบเดิมขายไม่ได้ บทเรียนการไม่ฟังเสียงผู้บริโภคยุคใหม่
หากย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน คงไม่มีใครไม่รู้จัก Victoria’s Secret Fashion Show รันเวย์ระดับโลกที่เต็มไปด้วย นางฟ้าหุ่นเป๊ะ สวมปีกอลังการ และชุดชั้นในราคาแพง ภาพลักษณ์ความเซ็กซี่ที่สมบูรณ์แบบนี้เคยสร้างยอดขายถล่มทลายและทำให้ Victoria’s Secret ครองตลาดชุดชั้นในสหรัฐฯ ได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่แล้ววันหนึ่ง อาณาจักรที่ดูเหมือนจะไม่มีวันล้มกลับสั่นคลอน ยอดขายดิ่งลงเหว แฟชั่นโชว์ถูกยกเลิก และแบรนด์ถูกวิจารณ์อย่างหนัก จนต้องรื้อโครงสร้างบริหารใหม่ทั้งหมดเกิดอะไรขึ้นกับแบรนด์ที่เคยเป็นนิยามของความเซ็กซี่? บทความนี้จะพาถอดบทเรียนการตลาดครั้งสำคัญ เมื่อโลกหมุนไปข้างหน้า แต่แบรนด์กลับย่ำอยู่กับที่ ผลลัพธ์ที่ได้จึงเจ็บปวดกว่าที่คิดค่ะ ช่วงรุ่งเรืองของนางฟ้าขายฝันที่ไม่มีใครเอื้อมถึง ในอดีต กลยุทธ์ของ Victoria’s Secret ชัดเจนมากค่ะ คือการขาย ความเพ้อฝัน ผ่านนางแบบที่มีสัดส่วนทองคำ ผอม สูง หุ่นดีแบบพิมพ์นิยม แบรนด์สร้างภาพจำว่า นี่คือสิ่งที่ผู้หญิงควรจะเป็น และ นี่คือสิ่งที่ผู้ชายต้องการ การตลาดแบบนี้ได้ผลดีเยี่ยมในช่วงปี 90s และ 2000s ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มาตรฐานความงามยังถูกจำกัดอยู่ในกรอบแคบๆ ผู้หญิงยอมจ่ายแพงเพื่อซื้อความรู้สึกว่าตัวเองเข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบของเหล่านางฟ้า จุดเปลี่ยน เมื่อคำว่า เซ็กซี่ ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ปัญหาเริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อกระแสโลกเปลี่ยนทิศทางในช่วงปี 2016-2018 ค่ะ เกิดการเคลื่อนไหวเรื่อง Body Positivity และกระแส #MeToo ที่เรียกร้องสิทธิสตรี ผู้หญิงสมัยใหม่เริ่มตั้งคำถามว่า ทำไมฉันต้องพยายามผอมแห้งเพื่อให้ผู้ชายชอบ? หรือ ทำไมไม่มีชุดชั้นในสำหรับคนอ้วน คนท้อง หรือคนที่มีรูปร่างปกติบ้าง? ในขณะที่คู่แข่งหน้าใหม่อย่างที่ใช้นางแบบหุ่นจริง ไม่รีทัช และ Savage X Fenty ของ Rihanna ที่ขนทัพนางแบบทุกสีผิว ทุกไซส์ แม้กระทั่งคนท้องเดินรันเวย์ กำลังกวาดใจผู้บริโภคด้วยคำว่า ความหลากหลาย แต่ Victoria’s Secret กลับเลือกที่จะเมินเฉยและยังคงยึดมั่นในมาตรฐานความงามแบบเดิมต่อไปค่ะ ฟางเส้นสุดท้าย บทสัมภาษณ์ที่พังทลายอาณาจักร วิกฤตพุ่งถึงขีดสุดในปี 2018 เมื่อ Ed Razek ผู้บริหารฝ่ายการตลาดให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Vogue ว่า แบรนด์เราไม่จำเป็นต้องมีนางแบบ…
