Best Buy กลยุทธ์ “โชว์รูม” ที่เอาชนะ Amazon ด้วยการใช้จุดอ่อนให้เป็นจุดแข็ง
ช่วงปี 2010-2012 นักวิเคราะห์การเงินทั่ว Wall Street ต่างฟันธงเป็นเสียงเดียวกันว่าBest Buy กำลังจะตาย E-commerce กำลังเติบโตอย่างบ้าคลั่ง นำทีมโดย Amazon ที่ขายทุกอย่างถูกกว่าและส่งไวถึงบ้าน ทำให้ Best Buy ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีสาขานับพันแห่งกลายเป็นเหยื่อ ที่น่าสงสารที่สุด ผู้บริโภคเกิดพฤติกรรมใหม่ที่เรียกว่าShowrooming คือการเดินเข้าไปลองจับของจริงที่ร้าน Best Buy ถามข้อมูลจากพนักงานจนพอใจ แล้วก็หยิบมือถือขึ้นมาเช็กราคา ก่อนจะกดสั่งซื้อจาก Amazon ตรงนั้นเลย เพราะราคาถูกกว่า Best Buy แบกรับค่าเช่าที่ ค่าจ้างพนักงาน แต่ Amazon กินรวบยอดขาย ใครๆ ก็มองว่าโมเดลนี้เจ๊งแน่นอน แต่แล้วการมาถึงของ CEO คนใหม่ Hubert Joly กลับพลิกเกมด้วยการบอกว่า เราจะไม่หนี Showrooming แต่เราจะโอบกอดมัน บทความนี้จะพาไปดูว่า Best Buy รอดพ้นเงื้อมมือ Amazon และกลับมาผงาดได้อย่างไร Renew Blue ยุทธการหนามยอกเอาหนามบ่ง Hubert Joly เข้ามารับตำแหน่งในปี 2012 เขาไม่ได้สั่งปิดสาขาเพื่อลดต้นทุนเหมือนที่ผู้บริหารทั่วไปชอบทำ แต่เขากลับมองว่าหน้าร้าน (Physical Store) คือสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดที่ Amazon ไม่มี เขาจึงเริ่มแผนการ Renew Blue เพื่ออุดรูรั่วและเปลี่ยนจุดอ่อนให้เป็นจุดแข็งผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก 1. Price Matching Guarantee (ฆ่าสงครามราคา) สาเหตุหลักที่คนทำ Showrooming คือราคา Best Buy จึงประกาศนโยบายที่บ้าบิ่นที่สุดในตอนนั้น คือการันตีราคาเท่ากับ Amazon ถ้าลูกค้าเจอราคาใน Amazon (หรือร้านใหญ่ๆ อื่น) ถูกกว่า Best Buy ยินดีลดราคาให้เท่ากันทันที ผลลัพธ์ แม้กำไรต่อชิ้น (Margin)…
