Facebook Ads vs Google Ads ธุรกิจคุณควรเริ่มจากอะไรก่อน
นักการตลาดมือใหม่มักจะมีคำถามว่ามีงบจำกัด ควรเริ่มยิงแอดที่ไหนก่อนดี? ระหว่าง Facebook หรือ Google คำตอบสั้นๆ คือลูกค้าของคุณอยู่ที่ไหนและพฤติกรรมตอนที่เขาจะตัดสินใจซื้อเป็นอย่างไร การเลือกแพลตฟอร์มโฆษณาไม่ใช่การเลือกตามความชอบส่วนตัวค่ะ แต่เป็นเรื่องของความเข้าใจในผู้บริโภค และรูปแบบธุรกิจของคุณ เพราะทั้งสองแพลตฟอร์มนี้ทำหน้าที่คนละอย่างกันอย่างสิ้นเชิง“Facebook คือฝ่ายรุกที่วิ่งเข้าหาลูกค้า ส่วน Google คือฝ่ายรับที่รอให้ลูกค้าวิ่งเข้ามาหา”
บทความนี้จะพาคุณไปวิเคราะห์จุดแข็งและจุดตายของทั้งสอง เพื่อให้คุณตัดสินใจเลือกได้ว่างบก้อนแรกของคุณควรจะลงทุนไปที่ไหนถึงจะคุ้มค่ากับธุรกิจของคุณมากที่สุดค่ะ
Google Ads การตลาดแบบดึงดูด
Google Ads ทำหน้าที่ในการเก็บเกี่ยวความต้องการค่ะ เวลาที่คนเข้า Google ส่วนใหญ่เขามีปัญหาหรือความต้องการที่ชัดเจนอยู่แล้ว และกำลังมองหาทางออก เช่น ท่อตัน แอร์เสีย หรือ หาร้านอาหารใกล้ฉัน
คนกลุ่มนี้ มีความตั้งใจซื้อสูงคือกำเงินในมือแล้ว แค่รอว่าจะจ่ายให้ใครดี หน้าที่ของ Google Ads คือการพาธุรกิจของคุณไปปรากฏตัวในจังหวะที่เขาต้องการพอดี
ธุรกิจที่เหมาะกับการเริ่มที่ Google Ads ก่อน
- ธุรกิจแก้ปัญหาเร่งด่วน เช่น บริการรถลาก, ช่างซ่อมบ้าน, คลินิกทำฟัน หรือทนายความ เพราะไม่มีใครเล่น Facebook แล้วเห็นโฆษณารถลากแล้วจ้างทันที แต่เขาจะจ้างเมื่อรถเสียจริงๆ เท่านั้น
- สินค้าที่มีคำค้นหาชัดเจน สินค้าที่คนรู้รุ่น รู้สเปกและต้องการเปรียบเทียบราคา เช่น รองเท้าวิ่ง Nike รุ่น Vaporfly หรือ โน้ตบุ๊กสำหรับเล่นเกม
- ธุรกิจ B2B หรือบริการเฉพาะทาง เช่น รับทำบัญชี, ขายเครื่องจักรโรงงาน หรือซอฟต์แวร์บริหารจัดการ ซึ่งลูกค้าต้องใช้เวลาหาข้อมูลและเปรียบเทียบ
ข้อควรระวัง Google Ads จะมีราคาต่อคลิกที่ค่อนข้างสูง มีการแข่งขันเดือด และถ้าสินค้าของคุณเป็น นวัตกรรมใหม่ ที่คนยังไม่รู้จัก ไม่รู้ว่าจะค้นหาด้วยคำว่าอะไร การทำ Google Ads อาจจะไม่ตอบโจทย์ในช่วงแรกค่ะ
Facebook Ads การตลาดแบบผลัก
Facebook Ads ทำหน้าที่ในการสร้างความต้องการ คนเข้า Facebook หรือ Instagram เพื่อความบันเทิง ดูรูปเพื่อน หรือเสพข่าวสาร เขาไม่ได้เตรียมตัวมาซื้อของ
หน้าที่ของ Facebook Ads คือ การเข้าไปแทรกในฟีดและใช้รูปภาพหรือวิดีโอที่ดึงดูดใจ เพื่อ ป้ายยา หรือกระตุ้นให้เขาเกิดความอยากได้ ทั้งที่เมื่อกี้อาจจะยังไม่ได้คิดถึงสินค้าเราเลยด้วยซ้ำ
ธุรกิจที่เหมาะกับการเริ่มที่ Facebook Ads ก่อน
- สินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ เสื้อผ้า, เครื่องสำอาง, อาหาร หรือของแต่งบ้าน สินค้าเหล่านี้ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจซื้อ และต้องใช้ภาพสวยๆ ในการกระตุ้นความอยาก
- สินค้าใหม่หรือนวัตกรรม สินค้าที่คนยังไม่รู้ว่ามีอยู่ใน เช่น ไม้กวาดดูดฝุ่นอัตโนมัติรุ่นใหม่ หรือแกดเจ็ตแปลกๆ เราต้องนำเสนอให้เขาเห็นภาพก่อน เขาถึงจะเข้าใจและอยากได้ เพราะเขาค้นหาใน Google ไม่ถูก
- สินค้าที่ตัดสินใจซื้อง่าย สินค้าที่มีราคาไม่แพงมาก เห็นแล้วชอบก็ซื้อได้เลย โดยไม่ต้องคิดเยอะ
ข้อควรระวัง ลูกค้าจาก Facebook คือ Cold Audience หรือคนที่ยังเย็นอยู่ เขาอาจจะแค่สนใจแต่ยังไม่พร้อมซื้อทันที ดังนั้น คอนเทนต์ จึงเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าภาพไม่หยุดนิ้วโป้ง โฆษณาก็จะถูกเลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ตารางเปรียบเทียบระหว่าง Facebook Ads และ Google Ads
| เกณฑ์เปรียบเทียบ (Criteria) | Google Ads (เน้นการค้นหา) | Facebook Ads (เน้น โซเซียล) |
| 1. รูปแบบการตลาด (Core Concept) | Pull Marketing (การตลาดแบบดึงดูด)รอให้ลูกค้าที่มีความต้องการวิ่งเข้ามาหาเราเอง | Push Marketing (การตลาดแบบผลัก)นำเสนอสินค้าเข้าไปแทรกในหน้าฟีดของลูกค้า |
| 2. เจตนาของลูกค้า (User Intent) | สูงมาก (High Intent)ลูกค้ามีปัญหาและกำลังค้นหาวิธีแก้ไขอย่างจริงจัง | ต่ำถึงปานกลาง (Passive)ลูกค้าเล่นเพื่อความบันเทิง ไม่ได้ตั้งใจมาซื้อของ |
| 3. วิธีการกำหนดเป้าหมาย (Targeting) | Keywords (คำค้นหา)เน้นดักจับจากสิ่งที่ลูกค้าพิมพ์ค้นหา | Interests & Behaviors (ความสนใจ)เน้นระบุจากเพศ อายุ ความชอบ และพฤติกรรม |
| 4. สิ่งที่ใช้ตัดสินผลแพ้ชนะ (Key Driver) | Text & Relevance (ข้อความ)พาดหัวต้องตรงกับคำค้นหาและแก้ปัญหาได้ตรงจุด | Visual Creative (รูปภาพ/วิดีโอ)ภาพต้องสวย หยุดนิ้วโป้ง และกระตุ้นอารมณ์ได้ |
| 5. ต้นทุนต่อคลิก (Cost Per Click) | ค่อนข้างสูงเนื่องจากแข่งขันกันแย่งคนที่มีความต้องการซื้อจริง | ต่ำกว่าสามารถเข้าถึงคนจำนวนมากได้ในงบประมาณที่ถูกกว่า |
| 6. โอกาสปิดการขาย (Conversion Rate) | สูงและเร็วกว่าเพราะลูกค้ากำเงินรอซื้ออยู่แล้ว (Hot Audience) | ต้องใช้เวลาต้องกระตุ้นซ้ำๆ (Retargeting) จนกว่าจะเกิดความอยาก |
| 7. เหมาะกับธุรกิจประเภทไหน | บริการเร่งด่วน (รถเสีย/ท่อตัน), B2B, สินค้าราคาสูงที่ต้องหาข้อมูล, สินค้าที่มีคนค้นหาเยอะ | แฟชั่น, อาหาร, ท่องเที่ยว, แกดเจ็ต, สินค้านวัตกรรมใหม่ๆ ที่คนยังไม่รู้จัก |
กลยุทธ์แบบผสมผสาน
ธุรกิจที่เติบโตจะไม่เลือกทำแค่ทางใดทางหนึ่งค่ะ แต่จะใช้จุดเด่นของทั้งสองแพลตฟอร์มมาเสริมกัน สูตรที่เราแนะนำลูกค้าเสมอคือ Google ดักจับ Facebook กล่าวคือ ใช้ Google Ads เพื่อดักจับคนที่กำลังค้นหาสินค้าให้เข้ามาที่เว็บไซต์ของเราก่อนคนกลุ่มนี้คุณภาพสูงมาก จากนั้นติด Pixel เพื่อเก็บข้อมูล แล้วใช้ Facebook Ads ในการทำ Retargeting ตามไปแสดงโฆษณาซ้ำให้กับคนที่เคยเข้าเว็บแต่ยังไม่ซื้อ วิธีนี้จะช่วยปิดการขายได้แม่นยำและประหยัดงบที่สุดค่ะ
แพลตฟอร์มคุณเลือก ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมลูกค้าเป็นหลัก หากสินค้าของคุณแก้ปัญหาเร่งด่วนหรือมีคนค้นหาอยู่แล้ว Google Ads เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการสร้างยอดขายทันที แต่ถ้าสินค้าเน้นอารมณ์ ความสวยงาม หรือเป็นของใหม่ที่ต้องกระตุ้นความอยาก Facebook Ads คือคำตอบที่ใช่กว่า อย่างไรก็ตาม การทำธุรกิจในระยะยาวควรวางแผนใช้ทั้งสองแพลตฟอร์มร่วมกันเพื่อครอบคลุม Customer Journey ทั้งหมด
หากคุณต้องการวางแผนกลยุทธ์การตลาดที่แม่นยำและวัดผลได้ ทางเว็บไซต์พี่แว่นพร้อมเป็นที่ปรึกษาเพื่อช่วยคุณวิเคราะห์และเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมที่สุดสำหรับธุรกิจของคุณค่ะ ปรึกษาได้ฟรีค่ะ!