ROI ต่างจาก ROAS ยังไง อันไหนวัดกำไรได้จริง?
ปัญหาโลกแตกที่เจ้าของธุรกิจและนักการตลาดมักเถียงกันไม่จบสิ้น คือเรื่องของตัวเลขวัดผล บางครั้งทีมการตลาดรายงานว่าผลตอบแทนดีเยี่ยมแต่เจ้าของกิจการกลับเปิดกระเป๋าตังค์ดูแล้วพบว่าไม่มีเงินเหลือเก็บ สาเหตุหลักของปัญหานี้เกิดจากการดูตัวเลขผิดตัว หรือเข้าใจความหมายของ ROI และ ROAS สลับกัน แม้สองคำนี้จะเขียนคล้ายกันและพูดถึงเรื่องเงินเหมือนกัน แต่วิธีการคิดและสิ่งที่มันสะท้อนออกมานั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง วันนี้ในฐานะนักวิเคราะห์ จะขออาสามาชำแหละให้ดูทีละจุดว่า สรุปแล้วตัวไหนกันแน่ที่บอกว่าคุณกำลังรวยขึ้นจริง ROI คืออะไร วัดอะไรในมุมธุรกิจ ROI ย่อมาจาก Return on Investment แปลง่ายๆ ว่า ผลตอบแทนจากการลงทุน ในมุมมองธุรกิจ ROI คือตัวเลขที่ใหญ่ที่สุด เป็นบรรทัดสุดท้ายที่บอกว่า ภาพรวมทั้งหมดของธุรกิจ กำไรหรือขาดทุน โดย ROI จะนำต้นทุนทุกอย่างมาคิด ไม่ใช่แค่ค่าโฆษณา แต่รวมถึงค่าสินค้า ค่าแรงพนักงาน ค่าน้ำค่าไฟ ค่าเช่าออฟฟิศ และค่าขนส่ง ถ้า ROI เป็นบวก แปลว่าธุรกิจคุณไปรอดและมีกำไรเข้ากระเป๋าจริง แต่ถ้า ROI เป็นลบต่อให้ขายดีแค่ไหน กิจการก็อาจเจ๊งได้ค่ะ ROAS คืออะไร ใช้วัดประสิทธิภาพโฆษณา ROAS ย่อมาจาก Return on Ad Spend หมายถึง ผลตอบแทนจากค่าโฆษณา ตัวเลขนี้โฟกัสแคบลงมาเฉพาะเรื่องของ การตลาด เท่านั้น มันทำหน้าที่วัดประสิทธิภาพของตู้ผลิตเงิน (แพลตฟอร์มโฆษณา) ว่าถ้าเราหยอดเหรียญค่าแอดลงไป 1 บาท เครื่องนี้จะปั๊มยอดขายกลับมาให้เรากี่บาท โดยไม่ได้สนใจว่าเบื้องหลังคุณจะมีต้นทุนผลิตสินค้าเท่าไหร่ สูตรคำนวณ ROI แบบเข้าใจง่าย การหา ROI ต้องใช้ข้อมูลทางบัญชีที่ครบถ้วนหน่อยนะคะ สูตร: ((รายรับ – ต้นทุนทั้งหมด) ÷ ต้นทุนทั้งหมด) x 100 รายรับ: ยอดขายที่เกิดขึ้นจริง ต้นทุนทั้งหมด: ค่าโฆษณา + ต้นทุนสินค้า + ค่าดำเนินงานอื่นๆ ผลลัพธ์ที่ได้จะบอกเป็นเปอร์เซ็นต์ของกำไรสุทธิเทียบกับเงินลงทุนทั้งหมด สูตรคำนวณ ROAS ที่นักการตลาดใช้ ส่วน…

