ลองจินตนาการว่าคุณเดินเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ แต่แทนที่จะมีป้ายบอกโซนว่า “ของสด”, “เครื่องใช้ไฟฟ้า”, “เครื่องดื่ม” สินค้าทุกอย่างกลับถูกกองรวมกันมั่วไปหมด… สบู่ว่างข้างปลากระป๋อง ทีวีวางทับอยู่บนกองผัก คุณคงเดินออกทันทีเพราะหาของไม่เจอใช่ไหมครับ?
Google Bot ก็เหมือนลูกค้าคนนั้นแหละครับ ถ้าเข้ามาในเว็บแล้วเจอเนื้อหากระจัดกระจาย ไม่มีการจัดหมวดหมู่ที่ดี มันก็จะงงว่า “สรุปแล้วเว็บนี้เชี่ยวชาญเรื่องอะไรกันแน่?” ส่งผลให้อันดับ SEO ของคุณไม่ไปไหนสักที
ระบบจัดหมวดหมู่นี้แหละครับที่เรียกว่า “Taxonomy” วันนี้ผมจะมากางตำราจัดระเบียบเว็บ แยกความต่างระหว่าง Categories vs Tags ให้ชัดเจน และเทคนิคการทำ Silo Structure ที่จะทำให้ Google มองเว็บคุณเป็นผู้เชี่ยวชาญตัวจริง!
Taxonomy คืออะไร?
Taxonomy (แท็กโซโนมี) เป็นศัพท์เทคนิคที่แปลว่า “ระบบการจำแนกประเภท” ในโลกของ WordPress มันคือวิธีที่เราใช้จัดกลุ่มเนื้อหาให้เป็นระเบียบ โดยมี 2 พระเอกหลักที่เราใช้กันทุกวันคือ
- Categories (หมวดหมู่)
- Tags (ป้ายกำกับ)
คำถามโลกแตกคือ… “สองอย่างนี้ต่างกันยังไง? และควรใช้อันไหนตอนไหน?”
Categories vs Tags ต่างกันเหมือน “สารบัญ” กับ “ดัชนี”
เพื่อให้เห็นภาพชัดที่สุด ให้เปรียบเว็บไซต์ของคุณเป็น “หนังสือเรียน” 1 เล่มครับ
1. Categories = สารบัญ (Table of Contents)
- คืออะไร เป็นหัวข้อหลักของเนื้อหา เป็นโครงสร้างใหญ่ของเว็บ
- ลักษณะ มีลำดับชั้น (Hierarchy) มีแม่มีลูกได้ เช่น เสื้อผ้า > เสื้อผู้ชาย > เสื้อยืด
- ความจำเป็น ต้องมี! บทความทุกบทความต้องสังกัดอย่างน้อย 1 หมวดหมู่ (ถ้าไม่เลือก ระบบจะยัดลง “Uncategorized” ซึ่งดูไม่มืออาชีพสุดๆ)
- ตัวอย่าง ข่าวการเมือง, ข่าวกีฬา, ข่าวบันเทิง
2. Tags = ดัชนีท้ายเล่ม (Index)
- คืออะไร เป็นรายละเอียดปลีกย่อยที่แทรกอยู่ในเนื้อหา ใช้เชื่อมโยงบทความข้ามหมวดหมู่
- ลักษณะ ไม่มีลำดับชั้น (Flat) ทุกคำมีความสำคัญเท่ากัน
- ความจำเป็น ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ (ถ้าใช้ไม่เป็น ไม่ต้องใส่ดีกว่า)
- ตัวอย่าง ประยุทธ์, แมนยู, ลิซ่า Blackpink
เทคนิค SEO สร้างโครงสร้างแบบ Silo (Silo Structure)
การจัด Taxonomy ที่ดี ไม่ใช่แค่เพื่อความเป็นระเบียบ แต่เพื่อสร้างพลัง Topical Authority (ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน) ให้ Google เห็นครับ
หลักการ Silo Google ชอบเว็บที่มีโครงสร้างชัดเจน เหมือนตึกที่มีการแบ่งแผนก
- หน้าแรก คือ ล็อบบี้
- Categories คือ แผนกต่างๆ (Silo หลัก)
- Posts คือ ห้องทำงานในแผนกนั้น
วิธีที่ผิด (Flat Architecture) บทความทุกเรื่องกองรวมกัน หรือ 1 บทความ ติ๊กถูกมันทุก Category ผลลัพธ์ Google งงว่าหน้านี้เกี่ยวกับอะไรแน่ พลัง SEO กระจาย ไม่โฟกัส
วิธีที่ถูก (Silo Architecture)
- บทความ 1 เรื่อง ควรอยู่แค่ 1 Category เท่านั้น เพื่อบอก Google ชัดๆ ว่าเรื่องนี้สังกัดหมวดไหน
- ตั้งชื่อ Category ให้เป็น Main Keyword เช่น ถ้าทำเว็บท่องเที่ยว หมวดหมู่ควรเป็น “เที่ยวญี่ปุ่น”, “เที่ยวยุโรป” (ไม่ใช่แค่ “บทความ” หรือ “ทั่วไป”)
- ใช้ Internal Link เชื่อมโยงใน Silo เดียวกัน บทความในหมวด “เที่ยวญี่ปุ่น” ควรลิงก์หากันเอง เพื่อส่งพลังให้กัน ไม่ควรลิงก์ข้ามไป “เที่ยวยุโรป” พร่ำเพรื่อถ้าไม่เกี่ยวข้องกันจริงๆ
หายนะของการใช้ Tags (Tag Bombing)
นี่คือหลุมพรางที่คนทำเว็บ 90% ตกม้าตาย! หลายคนเข้าใจผิดว่า Tags = Meta Keywords เลยใส่ Tags เข้าไปเยอะๆ เช่น รถยนต์, รถเก๋ง, รถสวย, รถราคาถูก, รถสีแดง, ซื้อรถ…
ทำไมถึงพัง?
- Thin Content (เนื้อหาบางเบา) ทุกครั้งที่คุณสร้าง 1 Tag, WordPress จะสร้างหน้า Archive ขึ้นมาใหม่ 1 หน้า (เช่น yoursite.com/tag/รถสวย) ถ้าหน้านั้นมีบทความแค่เรื่องเดียว Google จะมองว่าเป็นหน้าขยะ (Low Quality Page)
- Duplicate Content (เนื้อหาซ้ำซ้อน) ถ้าคุณตั้งชื่อ Category ว่า “Review” แล้วดันตั้งชื่อ Tag ว่า “Review” อีก… คุณกำลังสร้างหน้าซ้ำกัน 2 หน้ามาแย่งอันดับกันเอง (Keyword Cannibalization)
- เปลือง Crawl Budget Google Bot มีเวลาจำกัดในการเข้าเว็บคุณ ถ้ามันมัวแต่ไปวิ่งหลงทางในหน้า Tags ขยะ มันอาจจะไปไม่ถึงบทความหลักที่คุณตั้งใจเขียน
กฎเหล็กการใช้ Tags
- ใช้น้อยๆ เฉพาะคำที่สำคัญจริงๆ (ไม่ควรเกิน 3-5 Tags ต่อบทความ)
- อย่าใช้คำซ้ำกับ Category
- ถ้า Tag ไหนมีบทความน้อยกว่า 3 เรื่อง… ลบทิ้งเถอะครับ
โครงสร้างดี มีชัยไปกว่าครึ่ง
การวางแผน Taxonomy ที่ดี คือรากฐานของ SEO ครับ
- Categories ช่วยสร้างโครงสร้าง (Structure) และบอกความเชี่ยวชาญ (Authority)
- Tags ช่วยเชื่อมโยงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกัน (Relation)
เมื่อบ้าน (Web) เรามีโครงสร้างแข็งแรง (Taxonomy), มีเลขที่บ้านชัดเจน (Permalinks), และตกแต่งสวยงาม (Theme/Gutenberg) แล้ว…
ก็เหลือเรื่องสุดท้ายที่เราต้องจัดการ เพื่อปิดประตูความเสี่ยงที่จะทำให้เว็บเรากลายเป็นแหล่งซ่องสุมของสแปม นั่นคือฟีเจอร์โบราณที่ชื่อว่า “Pingback & Trackback”
ฉันเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Digital Marketing & SEO ที่มีประสบการณ์มากกว่า 4 ปี
ในการสร้างและบริหารกลยุทธ์การตลาดออนไลน์อย่างครบวงจร มีความเชี่ยวชาญพิเศษในการขับเคลื่อน Organic Growth และการสร้าง SEO Content Strategy ที่เน้น Conversion โดยมีผลงานที่พิสูจน์ได้ เช่น การเพิ่ม Organic Traffic ให้กับเว็บไซต์