Nofollow Link ไร้ค่าจริงหรือแค่เข้าใจผิด

Nofollow Link ไร้ค่าจริงหรือแค่เข้าใจผิด

สำหรับคนในวงการ SEO มีความเชื่อฝังหัวกันมายาวนานครับว่า “ถ้าจะหา Backlink ต้องหาแต่แบบ Dofollow เท่านั้น ส่วนแบบ Nofollow คือขยะ ไร้ค่า ไม่ต้องไปสนใจ”

ความคิดนี้อาจจะถูกต้องถ้าเราย้อนเวลากลับไปเมื่อ 10 ปีก่อนครับ แต่สำหรับยุคปัจจุบัน การเมินใส่ Nofollow Link นั้นเหมือนกับการที่คุณทิ้งเงินก้อนโตลงถังขยะเพียงเพราะมันเป็นแบงก์ย่อย ไม่ใช่แบงก์พัน

วันนี้พี่แว่นจะมาเปิดมุมมองใหม่แบบเจาะลึก ให้คุณเห็นว่าแท้จริงแล้ว Nofollow Link ไม่ใช่แค่ไม้ประดับ แต่มันคือกุญแจสำคัญที่ทำให้เว็บไซต์ของคุณแข็งแกร่งและปลอดภัยในระยะยาว

ทำความเข้าใจใหม่ Nofollow คืออะไรกันแน่

ก่อนจะไปตัดสินมัน เราต้องเข้าใจหน้าที่ของมันก่อนครับ ในภาษา HTML โค้ด rel=”nofollow” ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อบอก Google Bot ว่า “เฮ้ย ไม่ต้องตามลิงก์นี้ไปนะ และไม่ต้องส่งคะแนน (PageRank) ไปให้เว็บปลายทางด้วย”

ฟังดูเหมือนมันใจร้ายและตัดเยื่อใยใช่ไหมครับ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่นักทำ SEO สายตัวเลขมองว่ามันไร้ค่า เพราะในทางเทคนิค มันไม่ได้ส่งพลัง Link Juice หรือคะแนนความแรงมาช่วยดันอันดับเว็บเราโดยตรงเหมือนกับ Dofollow

แต่เดี๋ยวก่อนครับ โลกแห่งความเป็นจริงมันไม่ได้มีแค่เรื่องของคะแนน PageRank อย่างเดียว

จุดเปลี่ยนสำคัญ Google ไม่ได้ “เมิน” Nofollow อีกต่อไป

เมื่อเดือนกันยายนปี 2019 Google ได้ออกมาประกาศเปลี่ยนแปลงกฎครั้งประวัติศาสตร์ครับ เขาบอกว่าต่อจากนี้ไป Google จะมอง Tag Nofollow เป็นเพียง “คำบอกใบ้” (Hint) เท่านั้น ไม่ใช่ “คำสั่ง” (Directive) อีกต่อไป

ซึ่งนั้นหมายความว่าถึงแม้คุณจะติดป้าย Nofollow ไว้ แต่ถ้า Google พิจารณาแล้วว่าลิงก์นี้มีคุณภาพ มาจากเว็บที่น่าเชื่อถือ และมีบริบทที่เกี่ยวข้อง Google “อาจจะ” ตัดสินใจเอาคะแนนมาคำนวณให้เว็บปลายทางก็ได้ หรืออย่างน้อยก็เอามาใช้ในการทำความเข้าใจเนื้อหาของเว็บนั้น

นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ Nofollow กลับมามีบทบาทสำคัญในเชิงเทคนิคทันทีครับ

3 เหตุผลที่ Nofollow มีค่ามากกว่าที่คุณคิด

นอกจากการเปลี่ยนแปลงอัลกอริทึมของ Google แล้ว ยังมีผลพลอยได้ในโลกความจริงที่จับต้องได้มากกว่าคะแนน SEO ดังนี้ครับ

1. Traffic คือพระเจ้า ไม่ใช่ Link Juice สมมติว่าคุณได้ Backlink จาก Wikipedia หรือโพสต์ปักหมุดใน Pantip ซึ่งแน่นอนว่าเป็น Nofollow ทั้งคู่ ถามว่ามันไร้ค่าไหมครับ?

ถ้าลิงก์นั้นส่งคนเข้ามาดูเว็บคุณวันละ 500 คน และคนเหล่านั้นกลายมาเป็นลูกค้าที่สั่งซื้อของ ยอดขายที่เกิดขึ้นคือกำไรเนื้อๆ ครับ อย่าลืมว่าเราทำ SEO เพื่อหาคนเข้าเว็บ ไม่ได้ทำเพื่อเอาใจบอทอย่างเดียว Backlink ที่ดีที่สุดคือ Backlink ที่มีคนกดคลิกจริงๆ ไม่ว่ามันจะเป็น Dofollow หรือ Nofollow ก็ตาม

2. ประตูบานแรกสู่ Dofollow (The Domino Effect) Nofollow Link มักจะเป็นตัวเปิดเกมที่ดีครับ ลองจินตนาการว่าเว็บข่าวใหญ่อย่าง Sanook หรือ Kapook ลงข่าวประชาสัมพันธ์ธุรกิจคุณ (ซึ่งมักจะเป็น Nofollow) ทันทีที่บทความนั้นเผยแพร่ออกไป บล็อกเกอร์รายย่อย หรือเว็บข่าวอื่นๆ ที่มาเห็น อาจจะนำเรื่องราวของคุณไปเขียนต่อ และลิงก์กลับมาหาคุณด้วย Dofollow

นี่คือปรากฏการณ์โดมิโนครับ ถ้าไม่มี Nofollow จากเว็บใหญ่ในวันแรก ก็อาจจะไม่มี Dofollow จากเว็บอื่นๆ ตามมาในวันหลัง การมีตัวตนในเว็บใหญ่จึงเป็นการสร้าง Awareness ที่ทรงพลังมาก

3. เกราะป้องกันการโดนแบน (Natural Link Profile) นี่คือเทคนิคเชิงลึกที่สำคัญมากครับ ถ้าคุณไปส่องดู Backlink Profile ของเว็บใหญ่อย่าง Lazada, Shopee หรือ Apple คุณจะพบว่าสัดส่วน Backlink ของเขาไม่ได้มีแต่ Dofollow 100% แต่จะมี Nofollow ปนอยู่ประมาณ 30-40% เสมอ

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “ความเป็นธรรมชาติ” ครับ ถ้าเว็บของคุณมีแต่ Dofollow ล้วนๆ มีจำนวนมากเกินไป Google จะเริ่มสงสัยทันทีว่า “ไอ้หมอนี่ต้องซื้อลิงก์แน่ๆ” หรือกำลังพยายามปั่นอันดับอยู่ ความเสี่ยงที่จะโดนทำโทษ (Penalty) จะสูงมาก การมี Nofollow ผสมอยู่จึงเปรียบเสมือนการฉีดวัคซีนที่ทำให้โปรไฟล์ลิงก์ของคุณดูขาวสะอาดและปลอดภัยในสายตา Google

พลิกวิกฤตเป็นโอกาสด้วย Nofollow

หยุดเข้าใจผิดๆ และมองข้าม Nofollow Link ได้แล้วครับ ในการทำ SEO ยุคใหม่ เราควรมองข้ามเรื่องประเภทของ Tag แล้วไปโฟกัสที่ “คุณภาพของเว็บไซต์ต้นทาง” แทน

ถ้าเว็บนั้นดัง คนอ่านเยอะ และเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเรา ต่อให้เป็น Nofollow ก็จงคว้าไว้เถอะครับ เพราะสิ่งที่คุณจะได้กลับมาคือ Traffic ชื่อเสียง และความปลอดภัย ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีค่ามากกว่าคะแนน Link Juice เพียงเล็กน้อยที่เราโหยหากันนักหนาครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *


ติดต่อ "แว่นTalk"