Line Us
New Coke ความล้มเหลวทางการตลาดครั้งใหญ่ เมื่อ Coca-Cola พยายามแก้สิ่งที่ไม่ได้พัง  (1)

New Coke ความล้มเหลวทางการตลาดครั้งใหญ่ เมื่อ Coca-Cola พยายามแก้สิ่งที่ไม่ได้พัง 

การตลาด มีกรณีศึกษาความสำเร็จมากมายให้เราชื่นชม แต่ถ้าพูดถึง ความล้มเหลว ที่โด่งดังที่สุดและถูกนำมาสอนในวิชาการตลาดทั่วโลก คงหนีไม่พ้นเรื่องราวของ “New Coke” ในปี 1985 ค่ะ เหตุการณ์ที่แบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Coca-Cola ตัดสินใจทิ้งสูตรเครื่องดื่มที่ครองโลกมานานกว่า 99 ปี เพื่อเปลี่ยนไปใช้สูตรใหม่ที่ดีกว่า แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นฝันร้ายที่ทำให้ผู้บริโภคทั่วอเมริกาโกรธเกรี้ยวจนแทบจะเผาบริษัท

วันนี้จะพาไปย้อนรอยดูว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไม Coca-Cola ถึงตัดสินใจแบบนั้น และแบรนด์ของคุณจะเรียนรู้อะไรได้บ้างจากความผิดพลาดราคาแพงครั้งนี้ค่ะ

สงครามน้ำดำ The Cola Wars

สงครามน้ำดำ The Cola Wars

ช่วงต้นทศวรรษ 1980 Coca-Cola กำลังเจอกับแรงกดดันอย่างหนักจากคู่แข่งตลอดกาลอย่าง Pepsi ค่ะ Pepsi ออกแคมเปญในตำนานที่ชื่อว่า The Pepsi Challenge โดยให้ผู้คนปิดตาชิมน้ำอัดลม 2 แก้ว แล้วถามว่าแก้วไหนอร่อยกว่า ผลปรากฏว่าคนส่วนใหญ่เลือก Pepsi เพราะ Pepsi มีรสชาติที่หวานกว่าและซ่ากว่าเล็กน้อย ทำให้ Coca-Cola เริ่มสูเสียส่วนแบ่งการตลาด Market Share ไปเรื่อยๆ

ผู้บริหาร Coca-Cola ในตอนนั้นเริ่มตื่นตระหนก และสรุปปัญหาว่า คนชอบรสชาติของ Pepsi มากกว่า ดังนั้นทางแก้เดียวคือ เราต้องทำโค้กให้รสชาติดีกว่า Pepsi

New Coke และหายนะที่คาดไม่ถึง

New Coke และหายนะที่คาดไม่ถึง

วันที่ 23 เมษายน 1985 Coca-Cola ตัดสินใจประกาศข่าวช็อกโลก

  1. ยกเลิกการผลิต Coca-Cola สูตรดั้งเดิม
  2. เปิดตัว New Coke สูตรใหม่ที่หวานขึ้น นุ่มนวลขึ้น (คล้าย Pepsi มากขึ้น)

ในทางสถิติ Coca-Cola มั่นใจมากค่ะ เพราะพวกเขาทำการทดสอบ Blind Test กับคนกว่า 200,000 คน และผลออกมาว่าคนชอบ New Coke มากกว่าทั้งโค้กเดิมและ Pepsi

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือความโกรธแค้น

ทันทีที่ New Coke วางขาย สำนักงานใหญ่ได้รับโทรศัพท์ด่าทอกว่า 400,000 สาย จดหมายประท้วงกองเป็นภูเขา แฟนพันธุ์แท้กว้านซื้อโค้กสูตรเดิมไปกักตุนจนเกลี้ยงชั้นวาง บางคนถึงขั้นจัดตั้งกลุ่มประท้วงเรียกร้องให้เอาโค้กเก่าคืนมา คนไม่ได้เกลียดรสชาติของ New Coke นะคะ (จริงๆ รสชาติมันก็โอเค) แต่พวกเขาเกลียดที่ Coca-Cola พรากความทรงจำของพวกเขาไป

79 วันแห่งความวุ่นวาย สู่การกลับมาของ Classic

หลังจากทนแรงกดดันไม่ไหวเพียงแค่ 79 วัน ในเดือนกรกฎาคม 1985 Coca-Cola ต้องประกาศยอมแพ้และนำสูตรเดิมกลับมาขายในชื่อ Coca-Cola Classic วินาทีนั้น ยอดขายพุ่งกระฉูดทันที ข่าวการกลับมาของโค้กสูตรเดิมกลายเป็นข่าวดังกว่าตอนเปิดตัว New Coke เสียอีก และในที่สุด Coca-Cola ก็กลับมาครองแชมป์ส่วนแบ่งการตลาดทิ้งห่าง Pepsi ได้สำเร็จ 

บทเรียนราคาแพงที่นักการตลาดต้องจำให้ขึ้นใจ

บทเรียนราคาแพงที่นักการตลาดต้องจำให้ขึ้นใจ

1. อย่าแก้สิ่งที่ไม่ได้พัง (Don’t fix what isn’t broken)

สินค้าหลักที่เป็นตำนานอยู่แล้ว ไม่ควรไปแตะต้องโดยไม่จำเป็นค่ะ หากต้องการออกสินค้าใหม่ ควรทำเป็นสินค้าทางเลือก เช่น Coke Zero หรือ Cherry Coke แทนที่จะไป ทิ้งสินค้าเดิมที่คนรักอยู่แล้ว

2. Branding สำคัญกว่า Product

ความผิดพลาดใหญ่ของ Coca-Cola คือการมองว่าโค้กเป็นแค่ น้ำหวานสีดำ ที่ต้องแข่งกันที่รสชาติ แต่สำหรับผู้บริโภค Coca-Cola คือ อเมริกันไอคอน คือความทรงจำวัยเด็ก คือความรู้สึกดีๆ การเปลี่ยนสูตรจึงเท่ากับเป็นการทรยศความรู้สึกของลูกค้าค่ะ (Emotional Connection มีค่ามากกว่า Functional Benefit)

3. ข้อมูลอาจโกหกได้ ถ้าดูไม่รอบด้าน

ในการทำ Blind Test คนมักจะเลือกแก้วที่หวานกว่าเพราะดื่มแค่ จิบเดียว แต่ในชีวิตจริง คนเราดื่มทั้งกระป๋อง ซึ่งความหวานที่มากเกินไปอาจทำให้เลี่ยนได้ การพึ่งพาข้อมูลด้านเดียว โดยไม่ดูบริบททางสังคมและอารมณ์ ทำให้การตัดสินใจผิดพลาดค่ะ

4. แบรนด์เป็นของลูกค้า ไม่ใช่ของบริษัท

เมื่อแบรนด์เติบโตถึงจุดหนึ่ง มันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คน ผู้บริหารไม่มีสิทธิ์ไปเปลี่ยนตัวตนของแบรนด์ตามอำเภอใจโดยไม่ฟังเสียงลูกค้าค่ะ

กรณีศึกษา New Coke เตือนใจเราเสมอว่า ความผูกพันทางอารมณ์เป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุดของการสร้างแบรนด์ แม้คู่แข่งจะมีสินค้าที่ดีกว่า แต่ถ้าเราครองใจลูกค้าได้ เราก็ไม่มีวันแพ้ค่ะ และโชคดีที่ Coca-Cola รู้ตัวทันและยอมกลืนน้ำลายตัวเองเพื่อเอาใจลูกค้า ทำให้วิกฤตครั้งนั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้คนรักแบรนด์นี้เหนียวแน่นยิ่งกว่าเดิมค่ะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *