Google Ads มีฟังก์ชัน Match Type เพื่อกำหนดขอบเขตความกว้างของ Keyword ที่เราเลือก การเลือกใช้ให้เหมาะสมเป็นเรื่องสำคัญมาก
Broad Match (แบบกว้าง) ระบบจะแสดงโฆษณาแม้ลูกค้าจะพิมพ์คำที่ใกล้เคียง หรือมีความหมายเกี่ยวข้องกัน ข้อดีคือคนเห็นเยอะ แต่ข้อเสียคืออาจได้คลิกที่ไม่ตรงกลุ่มมาเยอะมาก
Phrase Match (แบบวลี) โฆษณาจะแสดงเมื่อมีวลีที่เรากำหนดอยู่ในคำค้นหา โดยอาจมีคำอื่นอยู่หน้าหรือหลังก็ได้ ให้ความยืดหยุ่นและความแม่นยำในระดับที่พอดี
Exact Match (แบบตรงตัว) โฆษณาจะแสดงก็ต่อเมื่อลูกค้าพิมพ์คำนั้นๆ หรือคำที่มีความหมายเหมือนกันเป๊ะๆ เท่านั้น วิธีนี้จะได้กลุ่มเป้าหมายที่แม่นยำที่สุด แต่อาจเสียโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าที่ใช้คำค้นหาแบบอื่น
สำหรับผู้เริ่มต้น แนะนำให้เริ่มจาก Phrase Match หรือ Exact Match เพื่อควบคุมงบประมาณและคุณภาพของคลิก ก่อนจะขยายไปสู่ Broad Match เมื่อมีความเชี่ยวชาญหรือต้องการสเกลยอดขายเพิ่มขึ้น
ในโลกของการทำโฆษณา Google Ads หากเปรียบBroad Match เป็นการ หว่านแห เพื่อจับปลาให้ได้มากที่สุด Exact Match ก็คือการใช้ฉมวกที่เล็งไปที่ปลาตัวใหญ่เพียงตัวเดียวอย่างแม่นยำ หลายคนหลงรัก Exact Match เพราะมันช่วยให้งบประมาณไม่บานปลายและได้ลูกค้าตรงกลุ่มเป้าหมายแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ ความแม่นยำนี้ต้องแลกมาด้วย ปริมาณคนที่น้อยลง จนบางครั้งแคมเปญเงียบเหงาเหมือนป่าช้า วันนี้เราจะมาวิเคราะห์กันว่า ทำไมความแม่นยำถึงมาคู่กับยอดค้นหาที่น้อย และเราจะใช้ประโยชน์จากมันอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด Exact Match คืออะไรในระบบ Google Ads Exact Match หรือ การจับคู่แบบตรงตัว คือคำสั่งที่เรากำหนดให้ Google แสดงโฆษณาเฉพาะเมื่อผู้ใช้งานค้นหาด้วยคำที่ตรงกับคีย์เวิร์ดของเราเป๊ะๆหรือมีความหมายเดียวกันโดยไม่มีบริบทอื่นเจือปน สัญลักษณ์ที่เราใช้กำกับคีย์เวิร์ดประเภทนี้คือ วงเล็บเหลี่ยม [ ] เช่น [รองเท้าวิ่ง] Exact Match ต่างจาก Phrase Match และ Broad Match อย่างไร เพื่อให้เห็นภาพความเข้มงวดของมัน ลองดูความแตกต่างนี้ค่ะ: ข้อมูลเชิงลึกจากนักวิเคราะห์: ปัจจุบัน Google ได้ปรับปรุง