คำต้องห้ามที่ต้องใส่ถ้าไม่อยากเสียเงินฟรีใน Google Ads

คำต้องห้าม ที่ต้องใส่เพิ่ม!! ถ้าไม่อยากเสียเงินฟรีๆบน Google Ads

เคยไหมคะที่เปิดดูรายงานโฆษณาแล้วพบว่า ยอดคลิกพุ่งกระฉูดเงินงบประมาณหมดเกลี้ยงตั้งแต่ครึ่งวัน แต่พอมาดูยอดขายกลับเป็นศูนย์?

ปัญหานี้มักไม่ได้เกิดจากสินค้าของคุณไม่ดี หรือคู่แข่งเก่งกว่าเสมอไปหรอกค่ะ แต่เกิดจากการที่เราเปิดประตูร้านต้อนรับคนผิดกลุ่มเข้ามาต่างหาก การทำ Google Ads ไม่ใช่แค่การเลือกคีย์เวิร์ดที่  ใช่  เท่านั้น แต่การรู้จักคีย์เวิร์ดที่  ไม่ใช่  และกันพวกมันออกไป สำคัญพอๆ กับการหาลูกค้าเลยทีเดียว

วันนี้ในฐานะนักวิเคราะห์ จะพามารู้จักกับคำต้องห้าม ที่เปรียบเสมือนหลุมพรางดักงบโฆษณา ถ้าคุณไม่รีบจัดการคำเหล่านี้ กำไรของคุณอาจจะรั่วไหลออกไปทุกวันที่โฆษณารันอยู่ค่ะ

ทำไมคำบางคำถึงทำให้โฆษณาเสียเงินฟรี

ทำไมคำบางคำถึงทำให้โฆษณาเสียเงินฟรี

สาเหตุหลักที่ทำให้เราเสียเงินฟรี ไม่ใช่เพราะโฆษณาไม่ทำงาน แต่เพราะโฆษณาทำงานดีเกินไปจนไปดึงดูดคนที่มีเจตนาแค่อยากดูแต่ไม่ได้อยากซื้อเข้ามา

คำที่ดึงคลิก แต่ไม่ดึงลูกค้า

ในโลกออนไลน์ พฤติกรรมคนแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

  1. Info Seeker (ผู้หาข้อมูล) : ต้องการความรู้ ของฟรี หรือดูรูปภาพ
  2. Buyer (ผู้ซื้อ) : ต้องการควักเงินจ่ายเพื่อแก้ปัญหา

ถ้าแคมเปญของคุณเป็นแคมเปญขายของ แต่ดันไปมีคำที่ดึงดูดกลุ่มผู้หาข้อมูลเข้ามา ผลลัพธ์คือคุณจะได้ยอดเข้าชมเว็บไซต์ที่สูงลิ่ว (Traffic) แต่ Conversion หรือยอดขายจะต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เพราะคนกลุ่มนี้ไม่ได้เตรียมเงินมาซื้อตั้งแต่แรก

กลุ่มคำที่ทำให้ได้คลิก แต่ไม่เกิด Conversion

จากการตรวจสอบบัญชีโฆษณามานับไม่ถ้วน นี่คือกลุ่มคำศัพท์อันตรายที่มักจะเป็นตัวการผลาญงบประมาณสูงสุด หากคุณกำลังทำธุรกิจขายสินค้าหรือบริการ

  • คำว่า ฟรี และ แจก

นี่คือศัตรูตัวฉกาจของธุรกิจที่ต้องการยอดขาย หากคุณขายโปรแกรมบัญชีราคาหลักหมื่น แต่ในคำค้นหามีคำว่าโปรแกรมบัญชีฟรีหรือแจกโปรแกรมบัญชี  โฆษณาของคุณอาจจะโชว์ขึ้นมา และคนที่คลิกเข้ามาคือคนที่มองหาของฟรี เมื่อเขาเห็นราคาของคุณ เขาก็จะปิดหนีทันที คุณเสียค่าคลิกฟรีๆ โดยไม่ได้อะไรกลับมา

  • คำว่า รูป และ ตัวอย่าง

กลุ่มคำนี้มักมาจากคนที่ต้องการ Reference หรือไอเดีย เช่น  รูปแต่งห้องนอน ,  ตัวอย่างสัญญาเช่า คนกลุ่มนี้กำลังอยู่ในขั้นหาแรงบันดาลใจ ยังห่างไกลจากขั้นตอนการควักกระเป๋าจ่ายเงิน

  • คำว่า รีวิว และ พันทิป

แม้คำว่ารีวิวจะดูเหมือนคนสนใจสินค้า แต่บ่อยครั้งคนที่ค้นหาคำว่า  รีวิวสินค้า A pantip  มักจะมองหาประสบการณ์ผู้ใช้จริงหรือกระทู้บ่นด่ามากกว่าจะมองหาหน้าร้านเพื่อกดซื้อทันที การที่โฆษณาเราไปโผล่ในจังหวะนี้ อาจจะไม่ใช่จังหวะที่ปิดการขายได้ดีที่สุด

  • คำว่า วิธี และ คืออะไร

เช่น  วิธีกำจัดปลวกเอง , Digital Marketing คืออะไร คำเหล่านี้บ่งบอกชัดเจนว่าเขาต้องการข้อมูลความรู้หรือต้องการทำด้วยตัวเอง (DIY) ไม่ได้ต้องการจ้างผู้เชี่ยวชาญ

กลุ่มคำที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายคลาดเคลื่อน

กลุ่มคำที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายคลาดเคลื่อน

นอกจากคำที่บอกเจตนาชัดเจนแล้วยังมีกลุ่มคำที่ระบุ  สถานะ  ของผู้ค้นหา ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับลูกค้าเป้าหมายของเรา

  • คำที่ใช้ค้นหาเพื่อเรียนรู้ ไม่ใช่ซื้อ

คำว่า  สอน ,  เรียน ,  หลักสูตร ,  PDF ,  วิจัย  หากคุณขาย  รับซ่อมคอมพิวเตอร์  แต่ลูกค้าค้นหาว่า  สอนซ่อมคอมพิวเตอร์  เจตนาของเขาคืออยากมีความรู้ไปประกอบอาชีพ ไม่ได้อยากจ้างคุณซ่อม

  • คำที่นักเรียน นักศึกษา ใช้บ่อย

คำว่า  งานวิจัย ,  ประวัติ ,  ความหมาย ,  วิกิพีเดีย  คำเหล่านี้มักมาจากนักเรียนนักศึกษาที่กำลังทำรายงานส่งอาจารย์ การคลิกของพวกเขาคือการหาข้อมูลวิชาการ ซึ่งไม่ใช่กลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อ

คำต้องห้าม ไม่ได้แปลว่าห้ามใช้เสมอไป

คำต้องห้าม ไม่ได้แปลว่าห้ามใช้เสมอไป

อย่างไรก็ตาม ในฐานะนักวิเคราะห์ต้องขอย้ำว่า  บริบทสำคัญที่สุด  ค่ะ คำที่ดูเหมือนแย่สำหรับธุรกิจหนึ่ง อาจจะเป็นคำทองคำสำหรับอีกธุรกิจหนึ่งก็ได้

  • คำที่ควรใช้ในแคมเปญให้ความรู้

หากคุณเป็นโรงเรียนสอนทำอาหารคำว่า  วิธีทำ ,  สูตรอาหาร ,  เรียน  คือคีย์เวิร์ดหลักที่คุณต้องซื้อ ไม่ใช่คำต้องห้าม หรือหากคุณขายซอฟต์แวร์ที่มีโมเดลให้ลองใช้ฟรี คำว่า  ทดลองใช้ฟรี  ก็เป็นคำที่ดึงดูดลูกค้าได้ดี

  • คำที่ควรตัดออกจากแคมเปญขาย

แต่ถ้าคุณเป็นร้านอาหารที่ต้องการคนมาทานที่ร้านคำว่า  วิธีทำ  หรือ  สูตร  คือคำต้องห้ามที่คุณต้องตัดทิ้ง เพราะคนที่หาสูตรคือคนที่อยากทำกินเองที่บ้าน ไม่ได้อยากมาร้านคุณ

วิธีจัดการคำต้องห้ามแบบมืออาชีพ

เมื่อเรารู้แล้วว่าคำไหนเป็นภัยต่อกระเป๋าเงิน เราต้องรู้วิธีจัดการมันด้วยเครื่องมือของ Google Ads ค่ะ

การใช้เป็น Negative Keyword

Google Ads มีฟีเจอร์ที่เรียกว่า Negative Keyword หรือ คำหลักเชิงลบ ให้คุณรวบรวมคำต้องห้ามทั้งหมด (ฟรี, แจก, รูป, วิธี, pantip, ฯลฯ) แล้วนำไปใส่ในช่อง Negative Keyword list คำสั่งนี้จะบอกระบบว่า  ถ้าลูกค้าพิมพ์คำเหล่านี้มา ห้ามแสดงโฆษณาของฉันเด็ดขาด  นี่คือวิธีป้องกันที่เด็ดขาดและเห็นผลทันที

การแยกแคมเปญตามเจตนาคำค้นหา

สำหรับธุรกิจที่ต้องการจับทั้งคนซื้อและคนหาข้อมูล (เพื่อสร้างแบรนด์) แนะนำให้แยกแคมเปญกัน

  • แคมเปญขาย: ใส่ Negative Keyword คำว่า  รีวิว ,  วิธี  เพื่อเน้นปิดการขาย
  • แคมเปญสร้างแบรนด์: ซื้อคีย์เวิร์ดกลุ่ม  รีวิว ,  วิธี  ได้ แต่เสนอราคาคลิกให้ถูกลง เพื่อดึงคนเข้ามาอ่านบทความในเว็บ

มุมมองนักวิเคราะห์ Google Ads

การทำโฆษณาที่ดีไม่ใช่แค่การหาลูกค้าให้เจอ แต่คือการ  คัดกรอง  คนที่ไม่ใช่ออกไปให้เร็วที่สุด อย่าเพิ่งตกใจถ้าเห็นคำแปลกๆ หลุดเข้ามา ให้มองว่ามันคือข้อมูล (Data) ที่บอกพฤติกรรมลูกค้าจริง หน้าที่ของเราคือต้องขยันเข้าไปดูรายงานคำค้นหา (Search Terms) อย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพื่อเก็บกวาดคำขยะเหล่านี้ออกไป

การใส่ Negative Keyword ที่แม่นยำ จะช่วยเพิ่มค่า CTR (อัตราการคลิก) และ Conversion Rate (อัตราการปิดการขาย) ให้สูงขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะโฆษณาของคุณจะไปโชว์เฉพาะหน้าคนที่  พร้อมซื้อ  จริงๆ จำไว้นะคะว่า  งบประมาณของคุณมีจำกัด อย่าปล่อยให้ไหลไปกับคำที่ไม่ได้สร้างรายได้  การปิดรูรั่วเล็กๆ เหล่านี้ จะทำให้เงินทุกบาทของคุณทำงานได้อย่างคุ้มค่าที่สุดค่ะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *


ติดต่อ "แว่นTalk"