Broad Match คือค่าเริ่มต้นที่ Google กำหนดมาให้ทุกครั้งที่เราสร้างคีย์เวิร์ดใหม่ หลักการทำงานของมันคือ ความอิสระ เมื่อคุณเลือกใช้ Broad Match ระบบของ Google จะไม่ได้ดูแค่ตัวอักษรที่คุณพิมพ์ลงไป แต่จะดูที่บริบทและความหมายโดยรวมของคำนั้น รวมถึงประวัติการค้นหาของผู้ใช้งานด้วย
ตัวอย่างเช่น: หากคุณซื้อคีย์เวิร์ดคำว่า รองเท้าวิ่ง แบบ Broad Match
หลักการคิดของระบบ: Google มองว่าคนที่หา ถุงเท้าวิ่ง หรือ รองเท้ากีฬา น่าจะมีความสนใจเกี่ยวเนื่องกับ รองเท้าวิ่ง ที่คุณขายอยู่ จึงดึงโฆษณาไปแสดง
จากภาพจะเห็นได้ชัดเจนเลยค่ะว่า Broad Match (วงกลมวงใหญ่ที่สุด) มีรัศมีการหาลูกค้าที่กว้างและครอบคลุมที่สุด เมื่อเทียบกับ Phrase Match หรือ Exact Match ที่จะแคบลงมาตามลำดับ
ในโลกของการทำโฆษณา Google Ads หากเปรียบBroad Match เป็นการ หว่านแห เพื่อจับปลาให้ได้มากที่สุด Exact Match ก็คือการใช้ฉมวกที่เล็งไปที่ปลาตัวใหญ่เพียงตัวเดียวอย่างแม่นยำ หลายคนหลงรัก Exact Match เพราะมันช่วยให้งบประมาณไม่บานปลายและได้ลูกค้าตรงกลุ่มเป้าหมายแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ ความแม่นยำนี้ต้องแลกมาด้วย ปริมาณคนที่น้อยลง จนบางครั้งแคมเปญเงียบเหงาเหมือนป่าช้า วันนี้เราจะมาวิเคราะห์กันว่า ทำไมความแม่นยำถึงมาคู่กับยอดค้นหาที่น้อย และเราจะใช้ประโยชน์จากมันอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด Exact Match คืออะไรในระบบ Google Ads Exact Match หรือ การจับคู่แบบตรงตัว คือคำสั่งที่เรากำหนดให้ Google แสดงโฆษณาเฉพาะเมื่อผู้ใช้งานค้นหาด้วยคำที่ตรงกับคีย์เวิร์ดของเราเป๊ะๆหรือมีความหมายเดียวกันโดยไม่มีบริบทอื่นเจือปน สัญลักษณ์ที่เราใช้กำกับคีย์เวิร์ดประเภทนี้คือ วงเล็บเหลี่ยม [ ] เช่น [รองเท้าวิ่ง] Exact Match ต่างจาก Phrase Match และ Broad Match อย่างไร เพื่อให้เห็นภาพความเข้มงวดของมัน ลองดูความแตกต่างนี้ค่ะ: ข้อมูลเชิงลึกจากนักวิเคราะห์: ปัจจุบัน Google ได้ปรับปรุง