สรุปความต่างของ Broad, Phrase และ Exact Match

สรุปความต่างของ Broad, Phrase และ Exact Match

หัวใจสำคัญของการทำโฆษณา Google Ads ไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณเลือกคีย์เวิร์ดคำว่าอะไรเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าคุณเลือก  วิธีจับคู่คีย์เวิร์ดหรือKeyword Match Type แบบไหนด้วย

หลายคนตกม้าตายตรงนี้ค่ะ เลือกคำที่ดีมากแต่เลือกประเภทการจับคู่ผิด ผลลัพธ์คือโฆษณาไปโผล่ในที่ที่ไม่ควรโผล่ หรือเงียบกริบไม่มีใครเห็น วันนี้ในฐานะคนที่วิเคราะห์บัญชีโฆษณา จะมาสรุปให้ฟังแบบเจาะลึกแต่เข้าใจง่ายว่า Match Type ทั้ง 3 แบบ คือ Broad, Phrase และ Exact ต่างกันอย่างไร และแบบไหนที่เหมาะกับกระเป๋าเงินของคุณที่สุด

Keyword Match คืออะไร ทำไมถึงเป็นตัวกำหนดชะตาแคมเปญ

Keyword Match คืออะไร ทำไมถึงเป็นตัวกำหนดชะตาแคมเปญ

Keyword Match Type คือกติกาที่เรากำหนดให้ Google รู้ว่า  ต้องค้นหาด้วยคำว่าอะไร หรือความหมายแบบไหน โฆษณาของเราถึงจะแสดงผล 

เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนเราสั่งงานลูกน้องค่ะ

  • ถ้าเราสั่งหลวมๆ ลูกน้องก็อาจจะคิดแทนเราเยอะ (Broad)
  • ถ้าเราสั่งแบบมีขอบเขต ลูกน้องก็จะทำงานในกรอบ (Phrase)
  • ถ้าเราสั่งแบบเป๊ะๆ ลูกน้องก็จะทำตามคำสั่งทุกกระเบียดนิ้ว (Exact)

การเลือก Match Type จึงเป็นการควบคุมสมดุลระหว่างการเข้าถึงคนจำนวนมากกับความแม่นยำนั่นเอง

1. Broad Match (การจับคู่แบบกว้าง)

1. Broad Match (การจับคู่แบบกว้าง)

นี่คือค่าเริ่มต้นที่ Google มักจะเซตมาให้ ถ้าเราไม่แก้อะไรเลย ระบบจะเป็น Broad Match ทันที

Broad Match ทำงานอย่างไร

ระบบจะทำงานโดยดูที่ความหมายโดยรวมและบริบทเป็นหลัก ไม่จำเป็นต้องมีคำที่เราพิมพ์ไว้เป๊ะๆ ก็ได้ ขอแค่ Google คิดว่ามันเกี่ยวข้องกัน โฆษณาก็จะขึ้นทันที

  • ตัวอย่าง: ถ้าคีย์เวิร์ดคือ รองเท้าวิ่ง
  • โฆษณาอาจแสดงเมื่อค้นหาว่า: ซื้อรองเท้ากีฬา, ราคา adidas running, รองเท้าใส่สบาย
  • สังเกต: อาจจะไม่มีคำว่า  วิ่ง  เลยก็ได้ แต่ระบบรู้ว่ามันคือเรื่องเดียวกัน

ข้อดีและข้อควรระวัง

  • ข้อดี: หาคนเข้าเว็บได้เยอะมาก เหมาะกับการสร้างการรับรู้ หรือเวลาที่เรานึกคีย์เวิร์ดไม่ออก ระบบจะไปหาคำใหม่ๆ มาให้เราเอง
  • ข้อควรระวัง: เสี่ยงต่อการ  ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ  สูงที่สุด เพราะโฆษณาอาจไปโผล่ในคำที่ไม่เกี่ยว เช่น  ซ่อมรองเท้าวิ่ง  หรือ  บริจาครองเท้าเก่า  ซึ่งคนพวกนี้ไม่ได้จะซื้อของใหม่ ทำให้เราเสียค่าคลิกฟรีๆ
2. Phrase Match (การจับคู่แบบวลี)

2. Phrase Match (การจับคู่แบบวลี)

นี่คือจุดสมดุลที่นักการตลาดหลายคนชื่นชอบ (สัญลักษณ์คือเครื่องหมายคำพูด  keyword )

Phrase Match ทำงานอย่างไร

ระบบจะแสดงโฆษณาเมื่อคำค้นหามี  ความหมายรวม  ตรงกับคีย์เวิร์ดที่เราตั้งไว้ โดยอาจจะมีคำอื่นมาขยายข้างหน้าหรือข้างหลังก็ได้ แต่ใจความสำคัญต้องไม่เปลี่ยน

  • ตัวอย่าง: ถ้าคีย์เวิร์ดคือ  รองเท้าวิ่ง 
  • โฆษณาอาจแสดงเมื่อค้นหาว่า: รองเท้าวิ่ง ราคาถูก, ซื้อ รองเท้าวิ่ง สีแดง, รองเท้าวิ่ง Nike
  • โฆษณาจะไม่แสดง: รองเท้าสำหรับใส่วิ่งเทนนิส (เพราะความหมายเปลี่ยนจากวิ่งเฉยๆ เป็นเทนนิส)

ข้อดีและข้อจำกัด

  • ข้อดี: กรองคนที่ไม่ใช่ออกไปได้เยอะ แต่ยังเปิดกว้างพอที่จะรับคำค้นหาที่เรานึกไม่ถึงได้ เป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยสำหรับคนที่งบประมาณปานกลาง
  • ข้อจำกัด: อาจจะพลาดลูกค้าที่ใช้คำค้นหาแปลกๆ หรือคำแสลงใหม่ๆ ที่ระบบยังไม่เข้าใจความหมาย
3. Exact Match (การจับคู่แบบตรงตัว)

3. Exact Match (การจับคู่แบบตรงตัว)

นี่คือสไนเปอร์ของการทำโฆษณา แม่นยำที่สุด (สัญลักษณ์คือวงเล็บเหลี่ยม[keyword])

Exact Match ทำงานอย่างไร

โฆษณาจะแสดงก็ต่อเมื่อคนค้นหาพิมพ์คำที่มีความหมาย  ตรงเป๊ะ  หรือ  ใกล้เคียงมากๆ  กับคีย์เวิร์ดของเราเท่านั้น ห้ามมีความหมายอื่นมาปน

  • ตัวอย่าง: ถ้าคีย์เวิร์ดคือ [รองเท้าวิ่ง]
  • โฆษณาอาจแสดงเมื่อค้นหาว่า: รองเท้าวิ่ง, รองเท้า วิ่ง (เว้นวรรค), รองเท้าสำหรับวิ่ง
  • โฆษณาจะไม่แสดง: รองเท้าวิ่ง ราคาถูก (เพราะมีคำว่า ราคาถูก เกินมา), รองเท้าวิ่งที่ดีที่สุด

ข้อดีและข้อจำกัด

  • ข้อดี: ประหยัดงบที่สุด อัตราการคลิก (CTR) และโอกาสขาย (Conversion) มักจะสูง เพราะคนค้นหาเจาะจงมาแล้ว
  • ข้อจำกัด: คนเห็นน้อยมาก ถ้าเราเลือกคำผิด หรือคนค้นหาใช้คำอื่นที่เราไม่ได้ตั้งไว้ เราก็จะเสียโอกาสนั้นไปเลย

ตารางเปรียบเทียบเลือก Match Type อย่างไรให้เหมาะกับงบ

คุณสมบัติBroad MatchPhrase MatchExact Match
สัญลักษณ์ไม่มี (พิมพ์คำลงไปเลย)คำค้นหา [คำค้นหา]
ความแม่นยำต่ำ (หว่านแห)ปานกลาง (จับปลาในบ่อ)สูง (ฉมวกแทงปลา)
การเข้าถึง (Reach)กว้างมากปานกลางแคบ
การควบคุมงบควบคุมยากสุดพอควบคุมได้ควบคุมง่ายสุด
เหมาะกับใครแบรนด์ใหญ่, ต้องการขยายตลาด, ใช้คู่กับ Smart Biddingธุรกิจทั่วไป, ต้องการยอดขายที่คุ้มค่างบน้อย, ต้องการเจาะจงสินค้า, รีมาร์เก็ตติ้ง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและคำแนะนำจากนักวิเคราะห์

จากประสบการณ์ที่ตรวจบัญชีโฆษณามา สิ่งที่มักจะทำให้ผู้ประกอบการเสียเงินฟรีมีดังนี้ค่ะ

  1. ใช้ Broad Match โดยไม่ทำ Negative Keyword: นี่คือหายนะทางการเงินค่ะ การเปิด Broad Match เหมือนเปิดประตูบ้านกว้างๆ ถ้าคุณไม่คอยปิดกั้นคำที่ไม่เกี่ยว (Negative Keyword) เช่น คำว่า  ฟรี ,  มือสอง ,  pantip ,  รูปภาพ  คุณจะเสียเงินให้กับคนที่เข้ามาดูเล่นๆ จนหมดตัว
  2. กลัวจนใช้แต่ Exact Match อย่างเดียว: การทำแบบนี้ปลอดภัยจริงแต่โตช้ามาก เพราะพฤติกรรมการค้นหาของคนเปลี่ยนทุกวัน Google บอกว่ามีคำค้นหาใหม่ๆ เกิดขึ้นถึง 15% ในทุกวัน ถ้าคุณล็อกสเปกไว้แค่คำเดิมๆ คุณจะพลาดลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ไปอย่างน่าเสียดาย
  3. ไม่ดูบริบทของงบประมาณ:
    • ถ้างบน้อย: แนะนำให้เริ่มจาก Phrase หรือ Exact ก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าเงินทุกบาทใช้ไปกับคนที่มีแนวโน้มจะซื้อจริงๆ
    • ถ้างบเยอะ/ต้องการสเกล: เมื่อ Phrase และ Exact เริ่มตัน หาคนเพิ่มไม่ได้แล้ว ค่อยขยับไปใช้ Broad เพื่อขยายฐานลูกค้า

หมายเหตุ: ราคาค่าคลิกของแต่ละ Match Type อาจแตกต่างกัน Broad Match มักจะมีราคาต่อคลิกถูกกว่า Exact Match แต่อาจต้องใช้จำนวนคลิกมากกว่าเพื่อให้ได้ยอดขายเท่ากัน ดังนั้นต้องดูที่ต้นทุนต่อลูกค้า 1 ราย (CPA) เป็นหลักค่ะ

ไม่มี Match Type ไหนดีที่สุดตลอดกาลค่ะ สูตรสำเร็จที่นักวิเคราะห์มักใช้คือ  เริ่มจากแคบ แล้วค่อยขยายให้กว้าง  เริ่มที่ Phrase หรือ Exact เพื่อสะสมข้อมูลและกำไรก่อน เมื่อระบบเริ่มเรียนรู้และเรามีงบมากขึ้น ค่อยเปิด Broad เพื่อกอบโกยยอดขายเพิ่ม การเข้าใจเครื่องมือคือจุดเริ่มต้น แต่การพลิกแพลงตามสถานการณ์คือกุญแจสู่ความสำเร็จค่ะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *


ติดต่อ "แว่นTalk"