ถ้ามีคนบอกว่า คุณสามารถแย่งชิงพื้นที่โฆษณาอันดับ 1 บน Google ได้ โดยจ่ายเงินน้อยกว่าคู่แข่งครึ่งหนึ่ง คุณจะเชื่อไหมคะ? หลายคนคิดว่า Google Ads คือเกมของคนมีเงิน ใครจ่ายหนักกว่าคนนั้นชนะ แต่ในความเป็นจริง Google ไม่ได้หน้าเลือดขนาดนั้นค่ะ ระบบถูกออกแบบมาให้ความสำคัญกับ ผู้ใช้งาน เป็นอันดับหนึ่ง ดังนั้น Google จึงมีแต้มต่อพิเศษให้กับคนที่ทำโฆษณาได้ดีและมีคุณภาพ สิ่งนั้นเรียกว่า Quality Score
วันนี้ในฐานะนักวิเคราะห์ จะพามาไขความลับของคะแนนตัวนี้กันค่ะ ว่าทำไมมันถึงเป็นอาวุธลับที่ช่วยประหยัดงบประมาณได้มหาศาล และเราจะปั้นคะแนนให้สูงขึ้นเพื่อแซงหน้าคู่แข่งได้อย่างไร
Quality Score คืออะไรใน Google Ads
Quality Score หรือคะแนนคุณภาพ คือมาตรวัดที่ Google สร้างขึ้นเพื่อประเมินว่า โฆษณา คำค้นหา และหน้าเว็บไซต์ของคุณ สอดคล้องและมีประโยชน์ต่อผู้ใช้งานมากน้อยแค่ไหน
ความหมายของ Quality Score แบบเข้าใจง่าย
ลองเปรียบเทียบว่า Google Ads คือโรงเรียน และโฆษณาของคุณคือนักเรียน Quality Score ก็คือ เกรดเฉลี่ย นั่นเองค่ะ
คะแนนจะมีตั้งแต่ 1 ถึง 10 (คะแนนเต็ม 10 คือดีที่สุด)
คะแนนสูง (7-10): แปลว่าคุณเป็นเด็กเรียนดี Google ชอบ และจะมอบรางวัลเป็นส่วนลดค่าเทอม (ค่าคลิกถูกลง) และให้นั่งแถวหน้า (อันดับโฆษณาดีขึ้น)
คะแนนต่ำ (1-4): แปลว่าคุณสอบตก Google มองว่าโฆษณาของคุณรบกวนสายตาเพื่อนร่วมห้อง จึงลงโทษด้วยการเก็บค่าเทอมแพงขึ้น หรือไล่ไปนั่งหลังห้อง
Quality Score แสดงผลที่ระดับใดบ้าง
โดยปกติแล้ว เราจะดูคะแนนคุณภาพได้ที่ระดับ คีย์เวิร์ด เป็นหลักค่ะ นี่คือจุดที่ละเอียดที่สุดที่จะบอกว่า คำค้นหาที่เราซื้อไว้ มีคุณภาพดีพอหรือไม่ในสายตาของระบบ
องค์ประกอบหลักของ Quality Score
คะแนน 1-10 ไม่ได้มาจากการสุ่ม แต่มาจากการคำนวณ 3 ปัจจัยหลัก ซึ่งเปรียบเสมือนวิชาบังคับที่คุณต้องสอบให้ผ่าน ดังนี้ค่ะ
1. อัตราการคลิกที่คาดการณ์ไว้
ระบบจะดูประวัติผลงานในอดีตและคาดเดาว่า เมื่อโฆษณาของคุณโชว์ขึ้นมา มีโอกาสมากน้อยแค่ไหนที่คนจะกดคลิก ถ้าโฆษณาของคุณเขียนดี ดึงดูดใจ คะแนนส่วนนี้ก็จะสูง แต่ถ้าเขียนน่าเบื่อ คนเห็นแล้วเลื่อนผ่าน คะแนนก็จะร่วงทันที
2. ความเกี่ยวข้องของโฆษณา
ข้อนี้วัดความ ตรงคำถาม ค่ะ ถ้าลูกค้าค้นหาว่า รองเท้าวิ่งสีแดง แต่โฆษณาของคุณเขียนว่า ขายเสื้อผ้ากีฬาทุกชนิด แบบนี้ถือว่า ไม่เกี่ยวข้อง คะแนนส่วนนี้จะต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แต่ถ้าโฆษณาของคุณเขียนว่า รองเท้าวิ่งสีแดง ลดราคาพิเศษ แบบนี้ถือว่าตรงใจ คะแนนจะพุ่งสูงทันที
3. ประสบการณ์หน้าเว็บไซต์ปลายทาง
เมื่อคนคลิกโฆษณาแล้ว เขาไปเจอกับอะไร? หน้าเว็บไซต์ของคุณโหลดเร็วไหม อ่านง่ายบนมือถือหรือเปล่า และเนื้อหาในเว็บตรงกับที่โฆษณาไว้ไหม ถ้าคลิกเข้าไปแล้วเว็บเสีย หรือหาของไม่เจอ ลูกค้ากดปิดทันที Google จะมองว่าคุณส่งมอบประสบการณ์แย่ๆ ให้ผู้ใช้ และจะตัดคะแนนส่วนนี้อย่างหนักหน่วง
Quality Score ส่งผลต่อ CPC อย่างไร
นี่คือส่วนที่น่าตื่นเต้นที่สุดค่ะ ความสัมพันธ์ระหว่าง Quality Score กับราคาที่คุณต้องจ่าย (CPC)
ทำไม Quality Score สูง ถึงจ่ายต่อคลิกน้อยกว่า
Google ต้องการรักษาฐานผู้ใช้งานไว้ ถ้าโฆษณามีแต่ขยะ คนคงเลิกใช้ Google ดังนั้น Google จึงใช้กลไกราคาเพื่อจูงใจ
คนที่ทำโฆษณาดี (Quality Score สูง) = ช่วย Google รักษาลูกค้า = Google ตอบแทนด้วยส่วนลด
คนที่ทำโฆษณาแย่ (Quality Score ต่ำ) = ทำให้ลูกค้า Google รำคาญ = Google ลงโทษด้วยการเก็บค่าปรับ (CPC แพง)
Quality Score กับระบบประมูลโฆษณา
สูตรลับที่ Google ใช้จัดอันดับโฆษณา (Ad Rank) คือ:
อันดับโฆษณา = ราคาเสนอสูงสุด (Max Bid) x คะแนนคุณภาพ (Quality Score)
ตัวอย่างจริง:
คู่แข่ง A: ยอมจ่าย 100 บาท แต่ทำโฆษณาแย่ ได้คะแนน 1/10 -> คะแนนรวม = 100
คุณ: ยอมจ่ายแค่ 20 บาท แต่ทำโฆษณาดีเยี่ยม ได้คะแนน 10/10 -> คะแนนรวม = 200
เห็นไหมคะว่า คุณชนะ! คุณได้อันดับที่ดีกว่า ทั้งที่จ่ายเงินน้อยกว่าคู่แข่งถึง 5 เท่า นี่คือคณิตศาสตร์ที่ทำให้นักการตลาดตัวเล็กเอาชนะยักษ์ใหญ่ได้เสมอ
Quality Score สูง แต่แอดไม่ขาย เป็นไปได้ไหม
คำตอบคือ เป็นไปได้สูงมาก ค่ะ และนี่คือหลุมพรางที่หลายคนตกลงไป
ข้อจำกัดของ Quality Score
Quality Score วัดแค่ ความเกี่ยวข้อง ไม่ได้วัด ความน่าซื้อ คุณอาจจะได้คะแนนเต็ม 10 เพราะเขียนโฆษณาตรงเป๊ะ เว็บโหลดเร็วปรื๊ด แต่ถ้าสินค้าของคุณราคาสูงกว่าตลาด 2 เท่า หรือสินค้าไม่มีคุณภาพ ต่อให้คนคลิกเข้ามา เขาก็ไม่ซื้ออยู่ดี
Quality Score ไม่ได้การันตียอดขาย
คะแนนคุณภาพช่วยให้คุณพาคนเข้ามาในร้านได้ในราคาถูก แต่ไม่ได้ช่วยปิดการขายให้คุณ หน้าที่ปิดการขายยังคงเป็นของ ตัวสินค้า ราคา และความน่าเชื่อถือของแบรนด์ ดังนั้นอย่าหลงระเริงกับคะแนน 10/10 จนลืมดูยอดขายจริงนะคะ
วิธีปรับ Quality Score ให้ดีขึ้น
หากคุณตรวจสอบแล้วพบว่าคะแนนยังต่ำอยู่ (ต่ำกว่า 5) นี่คือวิธีแก้ไขทีละจุดตามหลักการวิเคราะห์ค่ะ
ปรับคีย์เวิร์ดให้ตรงความตั้งใจผู้ค้นหา
อย่าใส่คีย์เวิร์ดทุกคำรวมกันในกลุ่มโฆษณาเดียว ให้แยกกลุ่มให้ละเอียด เช่น แยก รองเท้าวิ่ง กับ รองเท้าแตะ ออกจากกัน เพื่อให้เราสามารถเขียนคำโฆษณาที่เจาะจงกับคีย์เวิร์ดนั้นๆ ได้มากที่สุด
ปรับข้อความโฆษณาให้สอดคล้อง
พยายามใส่คีย์เวิร์ดที่ลูกค้าค้นหา เข้าไปอยู่ในพาดหัวหลักและคำบรรยาย อย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อลูกค้าเห็นคำที่เขาพิมพ์ค้นหาปรากฏอยู่ในโฆษณา เขาจะรู้สึกว่า นี่แหละสิ่งที่ฉันตามหา ซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตราการคลิกได้ทันที
ปรับหน้าเว็บไซต์ให้ตอบโจทย์หลังคลิก
ตรวจสอบหน้าเว็บไซต์ปลายทาง (Landing Page) ว่ามีความเร็วในการโหลดที่ดี รองรับการแสดงผลบนมือถือ และที่สำคัญที่สุดคือ เนื้อหาต้องตรงปก ถ้าโฆษณาว่า ลด 50% เข้าไปในเว็บก็ต้องเจอสินค้านั้นลดราคาอยู่จริงๆ ไม่ใช่พาไปหน้าแรกของเว็บไซต์แล้วให้ลูกค้าไปงมหาเอาเอง
Quality Score ในมุมของนักวิเคราะห์ Google Ads
สุดท้ายนี้ ในฐานะคนที่คลุกคลีกับข้อมูล อยากฝากมุมมองไว้ว่า Quality Score เป็นเหมือนสัญญาณชีพ ไม่ใช่เป้าหมายชีวิต อย่าเสียเวลาทั้งวันเพื่อปั้นคะแนนจาก 9 ให้เป็น 10 ถ้ามันไม่ได้ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น แต่ให้สนใจคะแนนที่ต่ำมากๆ (1-3) เพราะนั่นคือจุดรั่วไหลที่ทำให้คุณเสียเงินฟรี ใช้มันเพื่อตรวจสอบสุขภาพของแคมเปญ ถ้าค่าคลิกแพงผิดปกติ ให้มาดู Quality Score แต่ถ้ายอดขายของคุณกำไรดีอยู่แล้ว แม้คะแนนจะได้แค่ 6 หรือ 7 ก็ไม่ต้องกังวลจนเกินเหตุค่ะ เพราะสุดท้ายแล้วกำไร สำคัญกว่าคะแนน เสมอ
Content SEO Strategist – Wantalk Marketing
” เขียนเนื้อหา SEO สำหรับเว็บไซต์ธุรกิจและบริการ ”
วิเคราะห์เจตนาการค้นหา เพื่อออกแบบเนื้อหาให้ตรงกับสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการจริง เขียนเนื้อหาที่ทำให้ Google เข้าใจ และทำให้คนอ่านตัดสินใจได้ง่ายขึ้น วางโครงสร้างเนื้อหาให้ติดอันดับ และสร้างโอกาสทางธุรกิจ